วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบเหงา



ฤดูใบไม้ผลิที่เงียบปราศจากเสียง ยามเช้าที่เคยมีเสียงนกร้อง มีแต่ความเงียบสงัด ลำธารปราศจากความระรื่นใจ ไม่มีนักตกปลามาเยี่ยมกรายเพราะปลายได้ตายหมดแล้ว มิได้เป็นการสาปของภูติผีปีศาจหรือการกระทำของศัตรูใดๆที่หยุดยั้งการเวียนเกิดของชีวิตในโลกที่ถูกทำลายแล้วนี้ แต่มนุษย์เป็นผู้กระทำเองแท้ๆ เมืองเช่นนี้มีเป็นพันๆแห่งทั่วโลก.......



การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในภาคเมืองและชนบท สรุปว่า การขยายการผลิตเชิงพาณิชย์เข้ามาแทนที่การผลิตแบบยังชีพ ส่งผลให้เกิดบุกรุกพื้นที่ป่า ทรัพยากรร่อยหรอ ทรัพยากรที่เหลืออยู่ไปกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มที่มีอำนาจทางเศรษฐิกจ การเมือง และโดยเฉพาะอำนาจที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ความเจริญก้าวไปข้างหน้าโดยทิ้งคนจำนวนมากที่เรียกว่า"ชาวนาที่ไม่รู้จักปรับตัว"เอาไว้เบื้องหลัง



เมืองที่เรามักคิดว่าได้รับประโยชน์จากความขัดแย้งนี้ กำลังเผชิญกับวิกฤติวัฒนธรรม ขาดสายใยที่จะเชื่อมโยงคนหลายสิบล้านเข้าด้วยกัน ทั้งๆที่พวกเขาเดินสวนทางจนแทบจะชนกันตายอยู่ทุกวัน คนเมืองจะไม่รู้สึกผูกพันอยู่กับที่อยู่อาศัย ไม่มีความผูกพันกับกลุ่มใดหรือสถาบันใดเป็นพิเศษ พวกเขาพร้อมจะสลัดทิ้งความสัมพันธ์เดิมปรับเปลี่ยนตัวเองไปตามกระแสนิยม เพื่อที่จะหลอกตัวเองว่าพวกเขาอยู่ในฐานะที่สูงกว่าคนบ้านนอกมากมายนัก



ถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไป คนที่เจ็บปวดที่สุดก้อคือเกษตรกรที่ยังไม่รู้จักปรับตัวเอง เกิดความรุนแรงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งเรื่องค่าแรงและราคาผลผลิต ส่วนคนเมืองพวกเขาก้อจะได้อยู่ในที่ที่ไม่มีความสุข ไม่ว่าในแง่ความสะอาด ความปลอดภัยหรือการจราจร การเมืองไทยแบ่งเป็นสองขั้วระหว่างพรรคที่มีฐานประโยชน์บนระบบอุปถ้มภในชนบทและพรรคที่พยายามเป็นตัวแทนของคนเมือง ภาวะเช่นนี้ไม่เอื้อต่อการพัฒนาในทุกๆด้าน

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สำนึกของไพร่ที่มืดบอดในระบอบประชาธิปไตย


ใครก้อตามที่คิดว่าระบอบประชาธิปไตยประกอบด้วยพรรคการเมือง การเลือกตั้งและรัฐสภาเท่านั้น คนที่คิดแบบนี้นับว่าเป็นคนที่ขาดความเข้าใจใน

ปมเงื่อนของระบอบนี้โดยสิ้นเชิงหรือไม่ก้อมีเจตนาบิดเบือนตัวระบอบให้สอดรับกับผลประโยชน์ของตนเอง

อันที่จริงองค์ประกอบสำคัญที่ชี้ขาดระดับของความเป็นประชาธิปไตยก้อคือ ประชาชน

แน่นอน ว่ากล่าวแค่นี้คงยังไม่ทำให้ใครต่อใครเข้าใจขึ้นมาได้ จากที่เราเห็นกันอยู่ ไม่ว่าจะนักการเมืองหรือผู้แสวงหาอำนาจโดยใช้อาวุธ นักวิชาการวิชาเกิน นักคิด นักเขียน สื่อมวลชน ผู้เคลื่อนไหวตามถนนหรือเคลื่อนไหวอยู่หน้าจอ คำว่าประชาชนทั้งประเทศ เป็นคำที่ถูกยกขึ้นมาอ้างเสมออย่างไม่ขาดปาก บางครั้งในฐานะจุดมุ่งหมายของภารกิจ บางทีถูกยกเป็นข้ออ้างความชอบธรรมในการกระทำที่เพี้ยนๆ และที่บ่อยที่สุดคือใช้เป็นคำในการข่มขวัญดูถูกดูแคลนผู้อื่น

ถ้ามันเป็นซ่ะอย่างนี้แล้วอ่ะน่ะ การกล่าวถึงประชาชนอย่างเลื่อนลอยโดยไม่รับผิดชอบถึงภาระที่ตนเองต้องกระทำ ต่อให้มีความอบอุ่นจริงใจน้ำตาใหลมากเพียงใดมันก้อไม่ได้ช่วยให้อะไรมันดีขึ้น

ในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมอบภาระในการคัดสรรผู้ปกครองเอาไว้ในอุ้งมือน้อยๆของประชาชนในตอนที่ไปกาบัตรเลือกตั้ง มันกลับกลายเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่ระดับชาติไปเสียชิบ ในระบอบดังกล่าวลักษณะอันเป็นนามธรรมของประชาชนเป็นที่มาของความชอบธรรมทั้งมวล แต่มองในรูปธรรมอธิปไตยของปวงชนกลับกลายเป็นอธิปไตยของคนเพียงหยิบมือเดียว และสุดท้ายประชาชนก้อจะต้องถูกกระทำย่ำยีจากคนที่เขาเลือกโดยไม่สามารถป้องกันตนเองได้เลย นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาใช้ในการปฏิวัติ ซึ่งการปฏิวัติจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย

ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจริง นี่คือสิ่งที่เราต้องยกมาเป็นประเด็นเพื่อวิเคราะห์ว่าระบอบประชาธิปไตยทำไมมันผิดเพี้ยนไปได้ซ่ะขนาดนั้น สาเหตุมันน่าจะเกิดจากการที่ตัวระบอบไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการแสดงออกหรือการใช้อำนาจทางการเมืองโดยตรงจากประชาชน รวมถึงพื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีการจัดสรรอย่างชัดเจนและเป็นระบบ และสาเหตุต่อมาประชาชนส่วนใหญ่ยังคุ้นเคยอยู่กับการถูกยกมาเป็นข้ออ้างในการปฏิวัติหรือถูกยกมาเป็นข้ออ้างในการคอรัปชั่นจนประชาชนที่เฉยชาเหล่านั้นกลายเป็นเพียงไพร่ที่ยอมจำนนต่อโชคชะตาหวังพึ่งเพียงส่วนแบ่งอำนาจจากผู้กุมอำนาจไม่ว่าฝ่ายใดจะได้รับชัยชนะ ซึ่งก้อไม่มีใครการันตีได้ว่าผู้กุมอำนาจจะยอมมอบอำนาจแม้เพียงเศษเสี้ยวให้กับไพร่หรือทาสในอาณัติ

เพื่อสร้างฐานกำลังนอกรีตของตนเองระบอบเผด็จการทหารจึงทำให้เกิดชนชั้นกลาง(elite urban) ในรูปแบบของนักธุรกิจ พนักงานออฟฟิช และผู้ประกอบสารพัด คนเหล่านี้ไม่มีทางดิ้นรนหนีการดูแลของรัฐไปได้ พวกเขาแอบนิยมชมชอบการปกครองเผด็จการอย่างสุดลิ่มทิ่มถูรูแต่กลับกันพากันเอาแต่อ้อนวอน ร้องขอ กดดัน ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ โดยไม่แยแสต่อส่วนอื่นของสังคมที่เดือดร้อนไม่แพ้กัน แนวคิดเรื่องตัวกูของกูกลายเป็นเชื้อโรคที่แพร่ระบาดอย่างหนักสู่คนทุกระดับจากรากหญ้าไปจนถึงยอดต้นงิ้วโน่นเลย

ไพร่และทาสเหล่านั้นจะยอมอัพเกรดตัวเองขึ้นไปสู่ความเป็นพลเมืองผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานหรือไม่นั้นมันมีปมเงื่อนที่ต้องแก้ จะทำยังไงให้ทาสมีความ รู้สึกสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมแทนที่จะห่วงแต่ตัวเอง

และในภาวะที่ระบอบการเมืองและระบอบเศรษฐกิจถูกครอบงำ อย่าแปลกใจที่ชนชั้นกลางในเมืองจะกลายเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด เศรษฐกิจที่มีเมืองเป็นศูนย์กลาง จะเติบโตต่อไปตราบเท่าที่คนในชนบทไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรและจัดหาตลาดได้ด้วยตนเอง ในเวลาที่เกิดการสังหารหมู่กลางเมโทรโพรลิส ชนชั้นกลางกลับมองความตายอย่างขบขันและเบื่อหน่าย พวกเขาแก้เซ็งห่าด้วยการเดินทางไปดูหิมะตกที่เมืองชานตงในประเทศจีน หรือไปดูโลเกชั่นถ่ายทำละครเกาหลีที่โซล หรือกระหน่ำเมสเสจอย่างบ้าระห่ำเพื่อโหวตว่าเหี้ยตัวไหนจะได้เป็นใหญ่ในบ้านเอเอฟ หรือภาวนาให้คนรีบๆตายกันให้หมดด้วยว่ากลัวจะไม่ได้ถ่างตาดูฟุตบอลโลกเหี้ยๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วสำนึกพลเมืองของไพร่ทาสในไทยจึงต่ำกว่ามาตรฐาน ไปอยู่ระดับเดียวกับประเทศโคลัมเบียโน่นเลย และรัฐก้อทำการสร้างสรรค์คำว่า "พลเมืองดี" ขึ้นมาเพื่อใช้หลอกล่อว่าคนดีคือคนที่ทำตามที่รัฐสั่ง ถ้ายอมคล้อยตามผู้ที่มีอำนาจแล้วท่านจะทำตัวต่ำ ถ่อย เกเร สถุล แม่เย็ด ชิงหมาเกิดยังไงก้อย่อมได้ คนกลุ่มนี้จะเชื่อฟังทุกอย่างที่ฟรีทีวีบอก โลกทัศน์ของพวกเขาคือจอฟรีทีวี ส่วนสมองของพวกเขามันย้ายไปอยู่ตรงหว่างขาก้อแค่นั้น คนแบบนี้แม้แต่จะมีพื้นที่แสดงความเห็นของตนพวกเขาก้อยังทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ นอกจากลอกแล้วก้อลอก ราวกับว่าชาติที่แล้วโคตรแม่มันเกิดเป็นเครื่องถ่ายเอกสารชนิดความเร็วสูง

ผู้คนส่วนน้อยที่เริ่มที่จะสำนึกถึงการดำรงอยู่อย่างพึ่งตนเองทั้งทางด้านความคิดและการดำรงชีพ เริ่มที่จะทำการเคลื่อนไหวอย่างนอกกรอบ เริ่มที่จะมีความคิดฝันถึงการระดมสมองของประชาชนนั่นแหล่ะที่มาช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชน การแก้ปัญหาของชุมชนโดยคนในชุมชนเองนั่นเป็นทางออกที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ประชาธิปไตยจากระดับท้องถิ่นช่วยให้เสียงเล็กๆมันดังขึ้น อย่างน้อยก้อได้มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็น คนไทยได้เจอกับการจำกัดความคิดในแบบเดียวกับที่ จีน พม่า อิหร่าน ลิเบีย เจอมาแล้ว เขมรมีสามจีไปตั้งนานแล้ว คนไทยยังหน้าด้านมาบอกว่าไทยก้อมีสามจีใช้แล้วน่ะแต่อยู่ตรงไหนก้อไม่รู้เหมือนกัน????


วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

facebook ปกป้องสถาบัน

เชิญคนไทยเข้าไปแสดงความจงรักภักดีใน facebook ปกป้องสถาบันด้วยชีวิต ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

http://www.facebook.com/ThaiGrandma?sk=wall


เฟซบุ้คเทิดไท้สมเด็จย่า แม่ของปวงชนชาวไทย
ลิงก์


อมควยแลนด์

ประเทศไทยน่าจะส่งเสริมการอมควยให้เป็นวาระแห่งชาติอ่ะน่ะ เพราะประชาชนจะได้ไม่มีปากมีเสียง ยอมเป็นทาสต่อไปตามยถากรรม อย่ากระนั้นเลย เรามาฝึกอมควย ด้วยการ ลากปลายลิ้นเลียรอบวนที่หัวควยก่อนเเล้ว ค่อยๆ ดูดทั้งอันเเล้ว เอาลิ้นไล่จากโคนไปที่หัวควยค่ะ พ่นน้ำลายใส่ก่อนจะกลืนน้ำควยที่พุ่งออกมาเข้าปาก น้ำควยช่วยบำรุงสมองเพราะว่ามีวิตามินบี12 ชาบูชาบู

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ใครคือผู้ประพันธ์ นิ ยายHi 's

ใครได้เคยติดตามเรื่องราวของ ยายไฮ ใน นิ ยายHi 's มั่งหรือเปล่า ซึ่งตัวกูรู้สึกว่าเป็นนิยายที่เพลิดเพลินเหมาะที่จะใช้เป็นวรรณกรรมเยาวชนสำหรับอ่านนอกเวลา อะไรประมาณนั้น ซึ่งนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการชิงรัก หักสวาท แย่งชิงมรดกของตระกูล อะไรประมาณนั้น แล้วถ้าถามว่าใครเป็นคนแต่ง กูก้อขอเดาโดยใช้ลางสังหรณ์ว่า กองทัพ เป็นคนทำขึ้นมา ไม่มีเหตุผลอะไรทั้งนั้น แค่รู้สึกแบบนั้นเท่านั้นเอง


วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เครื่องมือออกแบบ เทมเพลต บล็อกเกอร์.

ทดลองเปลี่ยนหน้าตาของบล้อกแล้ว รู้สึกว่าของฟรีมันดีกว่าของเสียเงินเสียอีก มีลูกเล่นเยอะกว่าโปรโมชั่นพรีเมี่ยมของ typepad(japan) เสียอีกง่ะ แล้วก้อแต่งความกว้างหน้าเว้บให้เข้ากับหน้าจอของแท็บเล็ตด้วยเสียเลย อยากแนะนำว่าจะซื้อมือถือแพงๆไปทำเหี้ยอะไรในเมื่อเอาเงินมาซื้อแท็บเล็ตเจ๋งๆที่ใช้ประโยชน์ได้มากกว่า เหมือนอย่างการสร้างหน้าเว้บของบริษัท เราก้อใช้โดเมนฟรีลิ้งค์เข้าไปที่หน้าแฟนเพจของเฟซบุ้คได้เลย สวยงามกว่าไปจ้างคนให้มาทำเว้บให้ในราคาแพงๆแล้วก้อไม่มีคนเข้าไปดู ใครทำเฟซบุ้คของบริษัทจะยุ่งยากหน่อยที่ต้องให้ลูกจ้างโรงงานมาปั๊มอวตารแล้วมากดไล้ค์เพื่อช่วยพีอาร์เพจ บริษัทส่วนใหญ่ที่กูไปเจอทำหน้าเว็บขึ้นมาเพื่อให้ผีหลอก ไม่มีคนเข้าไปดู แต่พวกมันก้อสร้างขึ้นมาแล้วก้อทิ้งให้ข้อมูลไม่อัพเดต ถ้าจะทำหน้าเว้บเพียงเพราะกฏหมายมันบังคับให้ทำก้อไม่ควรไปเสียเงินจ้างคนทำควรจะทำเองมากกว่า ใช้บุคลากรที่เล่นเฟซบุ้คนั่นแหล่ะให้มันทำ ใช้คนให้ถูกกับงานเน้อ

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ศาสนาแปลงร่าง

คนไทยจะไปวัดนั้น มีได้ด้วยสองกรณีเท่านั้น นั่นก้อคือ ไปเผาคนอื่นกับไปให้คนอื่นเผา ศูนย์กลางสังคมเปลี่ยนจากวัดไปเป็นศูนย์การค้า ตามกระแสความคิดที่วัดไปวัดก้อไม่ได้อะไรขึ้นมา แต่ในคนละมิติที่ทับซ้อนกัน คนโดยเฉพาะคนในเมือง ได้ผสมการใช้ชีวิตทางโลกกับทางธรรมสลับกันไปมาอย่างรวดเร็ว เช่น เช้าเข้าวัด เย็นเข้าซ่อง หรือ นุ่งขาวห่มขาวไปบวชชีพราหมณ์แล้วแต่งตัวไปขึ้นแคตวอล์คต่อ จะสังเกตุได้ว่าคนกะลังพยายามใช้ศาสนาเพื่อให้ช่วยประสบความสำเร็จทางโลก โดยไม่สนใจจะกล่อมเกลาจิตใจที่หยาบกระด้างให้มันอ่อนโยนลงแม้แต่น้อย ยุคนี้จึงกลายเป้นยุคเฟื่องฟูของลัทธิใบ้หวย เจิมป้าย ขายพระเครื่อง ไล่ผี ไปจนถึงสแกนกรรม ซึ่งสุดท้ายก้อไปเกี่ยวพันกับเงินมหาศาลที่สามารถหามาได้ง่ายๆด้วยวิธีดังกล่าว