วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ตำนานปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง

คือว่ากูเคยเขียนถึงเรื่องปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง มาแล้วครั้งหนึ่ง จะเขียนอีกก้อคงจะไม่หนักหัวใคร ปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง เป็นสุดยอดแห่งความชั่วร้ายที่ปรากฏกายขึ้นมาในช่วงเปลี่ยนเข้าสู่กลียุค ซึ่งจะพบปีศาจตัวนี้ได้ตลอดยุคสมัยตั้งแต่หลายพันปีมาแล้ว ในประวัติศาสตร์ของ อินเดีย จีน ญี่ปุ่น ก้อล้วนแล้วแต่เคยประสบกับความโหดเหี้ยมของปีศาจจิ้งจอกเก้าหางมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งปีศาจจิ้งจอกเก้าหางไม่มีใครสามารถฆ่ามันได้ ถ้ามันถูกขับไล่จากประเทศหนึ่งจะแอบไปโผล่อีกประเทศหนึ่ง ที่น่าแปลกก้อคือ ตำนานปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง ในทั้งสามประเทศเป็นการเขียนจากเรื่องจริง ตัวละครมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์แต่ นักประวัติศาสตร์กลับเลือกที่จะเขียนบรรยายออกมาในรูปแบบตำนานปีศาจ คล้ายๆกับว่าไม่สามารถเขียนบอกตรงๆได้ สงสัยจะบ้านารูโตะ ซึ่งก้อไม่น่าจะเป็นไปได้ ในทั้งสามประเทศนั้น ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางจะมาในแนวเดิมๆ ยังกับเรื่องศุกร์สิบสาม คือ เริ่มจากฆ่านางสนมทิ้งแล้วแปลงกายมาในคราบของนางสนม แล้วใช้ความงามที่สยดสยองนั้น เข้าครอบงำ มหาราชา ฮ่องเต้ และโชกุน ให้ตกอยู่ในอำนาจมนต์สะกด หลังจากนั้นมันจะขึ้นปกครองประเทศแบบลับๆบงการสังหารผู้คนไปมากมายนับศพไม่ถ้วน(อาการเสพติดการฆ่า) พร้อมทั้งมอมเมาผู้คนให้ตกเป็นทาส ใครยอมศิโรราปมันก้อจะปล่อยให้เป็นสัตว์เลี้ยง โยนเศษเนื้อให้กินเป็นครั้งคราว เมื่อผู้คนถูกฆ่าตายไปมากมาย คนก้อเริ่มจะสงสัย วันดีคืนดี พวกข้ารับใช้ก้อจะเห็นหางจิ้งจอกในห้องบรรมทม บรื๋อออ เสียงร่ำลือชักจะดัง ก้อจะเริ่มมีนักบวชมาเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ทำให้มันโผล่หางทั้งเก้าออกมาให้ผู้คนได้เห็น หลังจากนั้นผู้คนที่สมองหมาปัญญาควายจึงจะตาสว่างแล้วร่วมกันขับไล่มันออกไปจากประเทศ กูเชื่อว่านี่เป็นรหัสที่นักประวัติศาสตร์โบราณได้ทิ้งเอาไว้ให้คนรุ่นหลังรู้ว่า ยามใดที่ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางกลับมาสร้างความทุกข์เข็ญต่อผู้คน เราจะมีวิธีใดในการกำจัดมันออกไป ท่องเอาไว้ว่าถ้าหางโผล่ออกมาไม่ครบเก้าหาง เราจะกำจัดมันไม่ได้

วันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Red Wind - Ninja Tokusou JUSTYWIND

ระบบการกระจายข้อมูลในแบบ feed มีไว้เพื่อใช้ในการกระจายข้อมูลจากเว็บหนึ่งไปยังเครือข่ายได้อย่างไม่จำกัดจำนวน ซึ่งก้อเป็นวิธีง่ายๆในการรับข่าวจากเว็บ 2.0 แต่ถ้าเว้บไหนยังมีการออกแบบเว้บที่ยังล้าหลังอยู่ระบบ feed ก้อจะอ่านข้อมูลไม่ได้อ่ะน่ะ แต่ถ้าเป็นเว้บ 3.0 ที่ออกแบบมาสำหรับมือถือก้อจะเป็นอะไรที่ปิดกั้นยากขึ้นไปอีก ไม่เชื่อลองไปที่ m.facebook.com อ่ะจะรู้ว่าอะไรคือเว้บ 3.0 คนไม่เข้าใจว่ามีไอ้โม่งชุดดำไม่ประสงค์ดีคอยสอดส่องดูแลเว้บให้เสียยิ่งกว่าแอดมินิสเตรเตอร์เสียอีก ทำให้กูนึกไปถึงหนังหลอกผู้ใหญ่เรื่องโกเรนเจอร์ จะมีตัวประกอบที่ชื่อ คุโร โจจุกัน นินเด็น (กองทัพนินจากางเขนดำ) ซึ่งเป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่แต่งชุดดำตั้งแต่หัวจรดตีน แต่ว่าพวกมันโง่บัดซบเพราะโดนล้างสมองมาเรียบร้อยแล้ว มีหน้าที่ฆ่าคนตามแต่หัวหน้ามันจะสั่ง ไปที่ไหนก้อทิ้งศพไว้เกลื่อนกลาด มีเป้าหมายสูงสุดในการฆ่าล้างเผ่าพันธ์มนุษย์ แล้วก้อครองโลกเสียเอง เวลาจะเล่นงานเหยื่อพวกมันก้อจะร้องทักทายว่า "โฮ้ยยยย" ซึ่งอาจจะเป็นการร้องข่มขวัญธรรมดาหรือไม่ก้ออาจจะสื่อถึงชื่อหัวหน้ามันก้อเป็นได้ จากหนังที่กูยกตัวอย่างมานี้มันสอนให้เรารู้ว่า ไอ้พวกทหารเหี้ยมึงอย่าเหี้ยให้มันมากนักประชาชนเขาทนไม่ไหว เขาจะฆ่าตัดหัวพวกมึงมาทำแกงกะหรี่ กูอยากจะบอกว่าเกิดมาไม่เคยเห็นอะไรที่มันประทับใจเท่ากับการที่เห็นกรุงเทพลุกท่วมไปด้วยควันดำเลยง่ะ สายลมสีแดงแห่งคุณธรรมกำลังพัดประเทศไปสู่ทิศทางที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ

วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สร้างสังคมแห่งการรู้เท่าทัน

คนยังสงสัยกันมากใช่ไหมว่า ทำไมการโหหกชนิดไม่มีพื้นฐานของความน่าจะเป็นมารองรับ ถึงได้มีคนจำนวนมากเชื่ออย่างสนิทใจ มันก้อเหมือนการโฆษณาชวนเชื่อให้ควายหลงว่าจะรวยเงินล้านออนไลน์จาก adsense amazon อะไรแบบนั้นนั่นแหล่ะ เขาเรียกว่าการย้ำคิดย้ำทำ อัดความทรงจำลงในหัวของของควายได้อย่างอิสระเพราะไม่ต้องรับผิดชอบกับการโกหกของตน ไม่มีใครมาปิดกั้น จนสุดท้ายควายก้อเชื่อโดยสนิทใจ ถ้าสู้กันตรงๆยังไงเสื้อแดงก้อต้องแพ้ เพราะว่ามีสื่อในการสะกดจิตคนได้น้อยกว่าชนิดฟ้ากับเหว คนที่พูดความจริงถ้าไปพูดคนเดียวในป่าช้า กับคนโกหกที่พูดผ่านทีวีแทบจะทุกช่อง วันละสามเวลาหลังอาหารและก่อนนอน คนมันจะเชื่อใครมากกว่ากัน เหมือนที่คนไทยเคยคิดว่าโจรใต้เป็นคนใจบาป แต่แท้ที่จริงแล้ว โจรใต้เป็นวีรชนคนรากหญ้าที่สู้เพื่อเอาความยุติธรรมกลับคนมาจากเผด็จการทหาร ที่ชาวบ้านตายห่ากันส่วนมากในภาคใต้น่ะฝีมือทหารส้นตีนทั้งนั้น

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

กางเกงในสีดำ




กูอยากจะชมเชยเหลือเกินกับการทำงานของสื่อที่ช่วยกันใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์จนคนตายห่า ไปกี่ร้อยคนแม่งก้อยังหน้าด้านโกหกอยู่นั่นแหล่ะ และยกย่องในความกล้าหาญของ ทหารไทยที่เก่งกาจสามารถในการยิงคนไม่มีทางสู้ สังหารเด็กและสตรีได้อย่างเลือดเย็น ไอ้พวกหน้าหนังหี กูขอเอากางเกงในไปครอบหัวพวกมึงทุกตัวเลย เพราะพวกมึงมัน พวกกะหรี่การเมืองหน้าหนังหี ไม่ต้องแย่งกันน่ะได้กันทุกตัวนั่นแหล่ะ เพิ่งม้วนออกจากหว่างขากูเลยเนี่ย ยังไม่ได้ซักด้วย

วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ประวัติศาสตร์จะกลายเป็นเรื่องเล่าชวนหัว

สิ่งที่ใครๆก้อคาดไม่ถึงก้อคือ ไม่เชื่อว่าในยุคที่การสื่อสารมันก้าวหน้าขนาดนี้การโกหกสร้างละครในแบบยุค 6 ตุลา ยังมีขึ้นมาได้เฉย โดยคนสั่งฆ่าก้อยังเสือกเป็นคนกลุ่มเดิมๆจากเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว นำโดยตระกูลห้อยจอมปกป้องสถาบัน เรื่องที่เป็นเหมือนฝันร้ายยังสามารถเกิดขึ้นได้อีกซ้ำๆซากๆ เป็นอย่างนี้ไปจนกว่าจะสิ้นชาติ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมไทยจะต้องสิ้นชาติ ถ้าชาติยังอยู่คำสาปแห่งรัฐก้อจะยังอยู่ คำสาปที่ว่ามันจะสงบลงระยะหนึ่งเหมือนเชื้อร้ายที่ฝังตัวในกระแสเลือด วันดีคืนดีเชื้อร้ายที่ว่าก้อจะกำเริบแล้วคนก้อจะต้องมาตายอย่างเปล่าประโยชน์อีกมากมาย

ถ้าอย่างนั้นระบบการสื่อสารห่าเหวทั้งหลายจะมีประโยชน์ห่าอะไร ถ้ามีแค่เอาไว้ดูละครน้ำเน่า ดูเกมส์โชว์ปัญญาอ่อน ดูเรียลลิตี้ส้นตีน ในขณะที่ประชาชนไม่มีอาวุธต้องโดนปืนซุ่มยิงฆ่าวันละห้าสิบคน แต่คนทั้งประเทศกลับทำราวกลับว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น

สื่อช่วยกันโหมประโคมคำว่าการปะทะกันอย่างรุนแรงสร้างภาพให้เข้าใจว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธสงคราม ทั้งที่ความจริงทหารแม่งยิงอยู่ฝ่ายเดียวแถมขี้โกงสุดๆให้ปืนสไนเปอร์ส่องจากระยะไกลเข้าหัวแทบจะทุกศพ อืมมมเชิญฆ่าไปเถอะ แล้ววันพรุ่งนี้มันก้อจะไม่มีใครพูดถึงความจริง

สมัยนี้การสังหารหมู่เขาใช้คำว่าขอคืนพื้นที่ ประวัติศาสตร์จะกลายเป็นแค่นิทานหลอกเด็ก เหยื่อจะกลายเป็นผู้ก่อการร้าย มาตกรจะกลายเป็นฮีโร่ คนตายสองร้อยมันจะบอกว่าสองศพ คนฆ่าอ้อนวอนให้คนถูกฆ่าหยุดการกระทำอันโหดร้าย(กูงงตายห่าเลยง่ะ)

ยอมเป็นทาสเพื่อรักษาชีวิตไว้เถอะ ไม่มีทางเอาชนะอำนาจที่อำมหิตขนาดนี้ได้หรอก ประวัติศาสตร์ก้อบอกอยู่แล้วพลังของประชาชนไม่มีทางชนะอำนาจที่ยิ่งใหญ่โคตรๆแต่อำมหิตไร้เมตตานี้ได้

ผู้คนที่ถูกปลูกฝังค่านิยมในการบนบานสานกล่าวอ้อนวอนสิ่งศักสิทธิ์ยังมีความหวังลมๆแล้งๆว่าจะได้รับความเมตตาหรือพรอันประเสริฐจากปีศาจ ปีศาจในคราบนักบุญมันน่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจจริงๆเสียอีก

โลกนี้ไม่มีคนดีอย่างในโฆษณาชวนเชื่อหรอกโว้ยยยยย ที่กูเคยเขียนไว้มันไม่ผิดจากความเป็นจริงสักนิดเดียวให้ตาย แต่ถึงขนาดนั้นคนก้อไม่เชื่อกูอยู่ดี แล้วกูควรจะเชื่อตัวกูเองดีไหมเนี่ย

Prachatai's Facebook Wall

อ่ะ ทำทางเข้าประตูหลังของ ประชาไทเฟซบุ้คให้อ่ะ รับประกันว่าเข้าได้ทุกส่วนของประชาไทเฟซบุ้ค ไม่ต้องกูเกิ้ล ไม่ต้องพร้อกซี่ ไม่ต้องอัลต้าเซิฟ ลองดูอ่ะ


http://facebook.com/feeds/page.php?format=atom10&id=108882546698

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

บุปผาประชาธิปไตย ณ ลานประหาร


ทหารกำลังฆ่าคนตามท้องถนนอย่างสนุกสนาน และดูเหมือนว่าผู้คนในประเทศไทยจะเฉยชากับความอำมหิตนั้นเสียแล้ว และสุดท้ายการสังหารหมู่ที่ราช ประสงค์ที่มีเด็ก สตรี คนชรา อยู่เต็มไปหมดคงจะเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และด้วยการมอมเมาของสื่อมวลชนกระแสหลักชาติชั่ว มันใช้สื่อทีวี วิทยุกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธสงคราม เลวระยำที่สุด ถ้าจริงผู้ชุมนุมจะโดนยิงตายห่าวันละยี่สิบคนแต่ทหารกลับไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ที่บัดซบก้อคือ คน จำนวนไม่น้อยที่เป็นไพร่ก้อหลงเชื่อแล้วพลอยรู้สึกยินดีไปกับความระยำของทหารครั้งนี้เสียอีก ราวกับว่าคนเสื้อแดงที่เป็นไพร่เหมือนกันไม่ใช่คนแต่เป็น แมลงสาปที่ควรถูกกำจัดให้หมดสิ้นเพื่อคืนความสงบให้กับท้องถนน

คนที่ไร้ทางสู้ต้องถูกใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นผู้ก่อการร้ายทั้งๆที่มีแต่ก้อนหินกับท่อนไม้ อาวุธที่ร้ายแรงที่สุดก้อแค่มิสไซล์แบบพื้นสู่อากาศที่เรียกว่าบั้งไฟ ถึงพวกเร้ดการ์ดที่เอาไปจุดขึ้นฟ้าก้อไม่ได้คิดว่ามันจะฆ่าหรือทำอันตรายใคร เวลาจุดกันทีก้อยังมีการเชียร์บั้งไฟของตัวเองว่าจะขึ้นไม่ขึ้น กูเห็นแล้วกูยิ้มทั้งน้ำตาเลย ทหารจากนรกจะมาฆ่าล้างโคตรพวกมึงอยู่รอมร่อก้อยังจะมีอารมณ์สนุกกันอยู่ได้

กูสงสัยมาแต่แรก แล้วว่าเสื้อแดงใช้กลยุทธ์อะไรในการชุมนุมครั้งนี้ เพราะกลยุทธ์ที่ใช้มันไม่มีทางชนะมาแต่แรก และมีแต่จะทำให้คนตายกองเป็นภูเขา เพราะกูเคยเห็นความ กล้าหาญของทหารไทยแล้วว่าตอนที่ยิงคนไม่มีทางสู้พวกแม่งช่างฮึกเหิมเสียหลือเกิน พวกโจรใต้ช่วยฆ่าทหารเหี้ยๆพวกนี้ให้มันหมดเสียทีเหอะ สุดท้ายแล้ว แกนนำและผู้ชุมนุมอาจจะตัดสินใจใช้ไม้ตายคือตายจริงๆ เสี่ยงเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาในประเทศไทย

มองดูตาของคนที่อยู่หน้าเวทีสิ พวกเขาพร้อมยอมตายด้วยความเต็มใจแลกกับประชาธิปไตย พวกเขาต้องตายเพราะสื่อทีวีใส่ร้ายว่าพวกเขามีอาวุธสงครามต้องถูกปราบปรามให้ตายให้หมด พวกเขาจะต้องตายเพียงเพราะพวกเขาปิดถนนแล้วเผด็จการมาขอพื้นที่คืนด้วยอาวุธสงคราม พวกเขาเลือกที่จะตายแทนที่จะมีชีวิตอยู่อย่างทาสซึ่ง อย่างหลังจะยิ่งเป็นจุดจบที่เลวร้ายยิ่งกว่า

พวกเขาคงจะไม่ต้องการงานศพใหญ่โต ไม่ต้องการอนุสาวรีย์หรือคำจารึกใดๆบนหลุมฝังศพ ขอเพียงแต่ก่อนตายขอ ได้ด่าไอ้พวกเผด็จการจัญไรให้มันเจ็บๆ ขอด่ามันให้สะใจสักทีก่อนตายเหอะน่า เผด็จการมันฆ่าก้อฆ่าได้แต่ตัวแต่มันจะฆ่าหัวใจที่รักเสรีภาพไม่ได้แน่นอน

ต้นไม้แห่งประชาธิปไตยจะเติบใหญ่ก้อด้วยการรดด้วยเลือดของผู้รักประชาธิปไตย อย่าให้พวกเขาต้องตายเปล่า ได้โปรดบอกให้โลกรู้ความจริงว่าเกิดอะไร ขึ้นในประเทศเผด็จการที่เต็มไปด้วยความปลิ้นปล้อนตอแหลอย่างบัดซบชนิดไม่มีถ้อยคำใดจะมาสาปแช่งมันได้สาสม

การิฑัตผจญภัย

กาลครั้งหนึ่งเมื่อการิฑัตได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจออกแสวงหาโลกที่ประเสริฐที่สุดในบรรดาโลกทั้งหลายที่เป็นไปได้ สุดท้ายเขาได้รับข้อสรุปจากนก เค้าแมวตัวหนึ่งว่า

"ลองดูประเทศทั้งหลายที่คุณไปเยือนสิ ซึ่งก้อไม่เห็นว่าคุณจะอยู่ได้สักที่ ต้องลาจากมาทุกที แต่ละประเทศต่างทุ่มเทให้แก่การแสวงหาเป้าหมายที่ทรงคุณค่าอัน ใดอันหนึ่ง ประเทศหนึ่งมุ่งประกันความเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยความมั่นคง อีกประเทศหนึ่งมุ่งสร้างสวัสดิภาพให้สูงสุด อีกประเทศมุ่งรักษาความมั่นคงของ เอกลักษณ์ต่างๆ ซึ่งบันดาลให้ผู้คนเหมือนกับว่าได้อยู่บ้านร่วมกับคนจำพวกเดียวกัน อีกประเทศมุ่งบรรลุวิสัยทัศน์บรมสุขที่ปัจเจกบุคคลจะมีเสรีภาพอย่างแท้ จริง โดยประสานสอดคล้องกลมกลืนกับคนอื่นทั้งหมด อีกประเทศมุ่งปกป้องทรัพย์สินของปัจเจกบุคคลและทรัพย์สินของเขาให้พ้นจากการแทรกแซง เพื่อเขา จะได้ดำรงชีวิตตามแบบที่พวกเขาเลือก แต่กระนั้นแต่ละประเทศก้อมุ่งแสวงหาเป้าหมายที่ตนนิยมโดยกีดกันเป้าหมายอื่นออกไปจนหมดสิ้น และในกระบวน การดังกล่าวก้อได้สังเวยปัจเจกมนุษย์ไปนับไม่ถ้วน ณ แท่นบูชาบรวงสวงอุดมคตินามธรรมของตน ชีวิตมนุษย์จำนวนเท่าไหร่ที่ย่อยยับอับปางและถูกทำลายชิ บหายลงในนามของอุดมคติที่ว่านั้น? มนุษย์ช่างโฉดเขลากระไรเช่นนี้!!!"

"งั้นทางเลือกคืออะไรล่ะ"

"มีแต่ต้องเชื่อมโยงกันเท่านั้น!" นกเค้าแมวตอบ "ทางเลือกคือมองให้เห็นว่าไม่มีอุดมคติเหล่านั้นอันใดอันหนึ่งจะมีค่าเลยหากปราศจากอุดมคติอันอื่น เมื่อนั้น แหละคุณจึงจะสร้างโลกที่คู่ควรกับมนุษย์ และก้อ"

"นกเค้าแมวด้วยงัย"เขาเสริมขึ้นเหมือนเพิ่งฉุกคิดได้

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

วัฒนธรรมของความหวาดระแวง

กระแสปัจเจกชนนิยมส่งผลให้คนในสังคมมีลักษณะปิดกั้นตนเองไม่ไว้ใจใคร ไม่สนใจที่จะขยายขอบเขตความสัมพันธ์ เลือกคบหาเฉพาะกลุ่มที่มีอะไรหลายอย่างเหมือนกัน ไม่สนใจการเมือง ไม่สนใจการสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองด้วยการสร้างแนวร่วมที่ยั่งยืน

ประชาชนถูกบีบให้เข้าสู่บรรยากาศของความเคียดแค้นชิงชัง พร้อมที่จะปะทะกันได้ตลอดเวลา แบ่งแยกเป็นพวกมึงพวกกู สังคมแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ กลุ่มที่ไม่มีปากมีเสียงทางการเมืองต้องกลายเป็นเหยื่อ เหยื่อที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา

การพร่ำบ่นต่อปัญหาไม่ได้ทำให้อะไรมันดีขึ้น อย่าบ้าคลั่งกับปัญหา แต่ให้ลงมือลงแรงเพื่อทำให้ปัญหามันทุเลา สังคมที่ดีจะเกิดขึ้นได้จากการเสียสละของคนในสังคมเอง การวางแผนในการสร้างเครือข่ายสังคมในชีวิตจริง จะเป็นการเชื่อมโยงเพื่อน คนที่ทำงาน กลุ่ม สมาคม สโมสร ให้เกิดการช่วยเหลือกันในการรักษาความสัมพันธ์ของคนในสังคม

การทำให้สังคมมันดีขึ้น อาจจะเริ่มจากการพูดคุยกับคนในสังคมให้มันมากขึ้น เพื่อที่จะได้เข้าใจกันมากขึ้น เหมือนในเฟซบุ้คอ่ะน่ะ การสนทนา การปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ การแลกเปลี่ยนไอเท็ม การหาคู่สมสู่ การล่าแม่มด สิ่งต่างๆเหล่านี้เราสามารถนำไปปรับใช้กับการพัฒนาสังคมได้อ่ะน่ะ

การพึ่งตนเองของคนในสังคมเป็นทางรอดทางเดียวในเวลานี้ หลังจากที่อำนาจรัฐตกต่ำจนไร้น้ำยาที่จะทำอะไร และรัฐเองเองก้อหันไปใช้กำลังในการแก้ไขปัญหาแทนที่จะหาทางออกโดยใช้สติปัญญา การเมืองภาคประชาชนจึงเป็นอะไรที่มากกว่าการรอความเมตตาจากรัฐ ประชาชนเป็นได้แค่ทาสที่ถูกครอบงำจนโงหัวไม่ขึ้น ผู้คนถูกครอบงำด้วยระบบชนชั้น คนชั้นล่างถูกสอนว่าที่เขาต้องยากจนแร้นแค้น นั่นเป็นเพราะกรรมเก่า อดีตนายกติดคุกเพราะซื้อที่ดินเขาเรียกว่ากรรมชั่วตามสนองทันตาเห็น แต่นายกที่สั่งฆ่าประชาชนแล้วไม่ผิดอะไรเลยเขาเรียกว่าทำกรรมดีมาแต่อดีตชาติ การคิดเอาง่ายๆแบบนี้เขาเรีกว่าไสยศาสตร์ทางด้านปรัชญา เป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับผู้ปกครองโดยยกเอาเรื่องบุญบารมีมาเป็นข้ออ้างสนับสนุนระบบอุปถัมภ์ คำว่ากฏแห่งกรรมเลยเป็นแค่คำที่เอาไว้ส่อเสียดทิ่มแทงคนที่เราไม่ชอบก้อเท่านั้น

การแบ่งขั้วเป็นการส่งเสริมให้ผู้คนมีความคิดรุนแรงและปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความรุนแรง การรับฟังแต่พวกเดียวกันเองเป็นการหล่อเลี้ยงความเฉยชาไว้และสุดท้ายเราจะเจ็บปวดอยู่กับความโดดเดี่ยว

วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สภาไดเอ็ต




นักการเมืองหญิง ที่ชื่อว่าเร็นโฮ รายนี้ เป็นสมาชิกสภาสูง จากโควต้าของพรรคดีพีเจ พวกสภาก้อมีหน้าที่รับร่างกฏหมายเพื่อมาแปรญัตติว่าจะให้ผ่านกฏหมายหรือไม่ ส่วนมากก้อจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณช่วงปลายปีนั่นแหล่ะ เร็นโฮ เธอคนนี้อายุแค่42 อดีตก้อเป็นไอด้อลชุดว่ายน้ำมาก่อน แถมยังเป็นคนเชื้อสายไต้หวัน แล้วได้มาเป็นสมาชิกสภาสูง มันเลยกลายเป็นเรื่องแปลกในสายตาของกลุ่มอนุรักษ์นิยมแบบฮาร์ดคอร์ แต่ตอนนี้ที่ทำให้คนเซ็งกันมากที่สุดคือโปรเจ็คที่รอจะทำมันเยอะ แต่พอเงินมันไม่มีก้อไม่ต้องทำอะไรกันพอดี พอเงินไม่มีก้ออยู่กันแบบเฉยๆไปแล้วกัน บางทีไม่มีเงินจะทำอะไรกูก้ออยู่เฉยๆแบบพอเพียง คนก้อยังมาวุ่นวายกับกูหาว่ากูหายใจทิ้งไปวันๆ อ้าวเหี้ยถ้ากูไม่หายใจกูก้อตายห่าอ่ะ

ราชวงศ์emperor


ราชวงศ์จักรพรรดิของญี่ปุ่นเป็นราชวงศ์เดียวของญี่ปุ่น ยังไม่เคยมีการล้มล้างราชวงศ์มาก่อน ต่างจากราชวงศ์ของจีนที่มักจะมีการก่อกบฎล้มล้างราชวงศ์อยู่ ตลอดยุคสมัย ทำให้จีนมีหลายราชวงศ์มากจนจำไม่หวาดไม่ไหว การสร้างองค์พระจักรพรรดิขึ้นมาโดยอาศัยความเชื่อทางศาสนาชินโตที่ว่าจักรพรรดิเป็นบุตรของพระอาทิตย์ สืบเชื้อสายมาจากเทวีสุริยา อามาเทระสึ ทั้งที่ความจริงแล้วอำนาจในการปกครองจริงๆกลับไปอยู่กับโชกุน โชกุนเป็นผู้มีอำนาจในการ ปกครองสูงสุดในประเทศ(คัมปาคุ) สมัยที่ญี่ปุ่นเริ่มร่างรัฐธรรมนูญ กลุ่มไดเมียวไร้ตำแน่งและกลุ่มซามูไรก้อได้ตกลงกันว่าจะให้องค์พระจักรพรรดิดำรง ตำแหน่งประมุขต่อไปเช่นเดิม แต่เบื้องหลังการปกครองประเทศอำนาจการตัดสินใจยังอยู่กับกลุ่มรัฐบุรุษอาวุโส(เงนโร)ซึ่งว่ากันว่ารัฐบุรุษอาวุโสของญี่ปุ่น เป็นคนที่มีจิตใจสูง เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ของส่วนตน ซึ่งก้อน่าจะมีส่วนจริงอยู่มากทีเดียว พวกซามูไรเองเมื่อไม่มีสงครามก้อหัน มาทำการค้าโดยอาศัยอิทธิพลของนักการเมืองคอยช่วยเหลือ อย่างเช่นมิตซูบิชิ ก้อเป็นบริษัทของตระกูลซามูไร มาจากโคตรตระกูลโทสาแห่งเกาะชิโกกุ

วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

กะหรี่การเมือง

อยากจะเขียนถึงกะหรี่การเมือง ก้อคือพวกที่ขายตัวยอมรับใช้ระบอบเผด็จการ เช่น นักการเมืองที่ย้ายพรรค นักข่าวที่ประโคมข่าวใส่ร้ายป้ายสี ผู้ว่าราชการจังหวัดสอพลอ คือ คนพวกนี้เขาทำไปก้อเพื่อเงิน นักข่าว นักหนังสือพิมพ์พิธีกร ที่ยอมใส่ร้ายเสนอข่าวลวงชนิดรู้ทั้งรู้ นั่นก้อเพราะพวกมันต้องทำเพื่อเงิน เอาตัวรอดโดยเอาชีวิตคนอื่นไปตายแทนอะไรแบบนั้น เป็นความชั่วร้ายอีกรูปแบบหนึ่งของสัตว์มนุษย์ มันจะต่างอะไรกับอีตัวที่แพร่เชื้อเอดส์ หรือฆาตรกรปล้นจี้ฆ่าข่มขืน หรือเอเย่นต์ส่งยาบ้า หรือพ่อค้าอาวุธสงครามหรือหมอทำแท้งเถื่อน ความชั่วร้ายมันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เพียงแต่จะแสดงออกมาในแบบไหนก้อเท่านั้น เมื่อสิ่งที่เราต้องการมันมาอยู่ตรงหน้า อะไรคือศีลธรรม หรือจริยธรรม ไม่มีเหี้ยตัวไหนมันจะแคร์หรอกน่ะ สิ่งที่ปิดกั้นเรามากที่สุดอาจจะเป็นหน้ากากคุณธรรมที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกตัวเอง แล้วก้อหลอกคนอื่นว่าตัวกูนี้ดีตายห่า คนอื่นผิดหมด อะไรแบบนั้น อย่าแปลกใจว่าทำไมไอ้ห้อยถึงได้กล้าประกาศว่าจะปกป้องสถาบันด้วยชีวิต เพราะบางทีมันอาจจะเชื่อของมันอย่างนั้นจริงๆก้อได้ แต่จะมีใครเชื่อมั่งหรือเปล่าก้อไม่รู้ขนาดเสื้อเหลืองที่เชื่ออะไรง่ายไปหมดยังไม่กล้าเชื่อไอ้ห้อยเลยอ่ะ สังคมไทยกะลังมีปัญหากับการมองว่าอะไรถูกอะไรผิด ซึ่งถ้ามองกันแบบนี้ปัญหาการโต้แย้งมันก้อจะไม่มีวันจบสิ้น กลายเป็นอภิมหาตำนานล้างสถาบัน ภาคที่สามสิบเจ็ด คือคนเราถ้าจะโต้เวทีว่ามึงผิดกูถูกเถียงกันแบบนี้ให้เวลาอีกพันปีมันก้อไม่จบไม่สิ้น เรื่องแบบนี้มันเลยต้องมีกรรมการขึ้นมาตัดสินนั่นก้อคือการเลือกตั้ง แต่ปัญหาตอนนี้ก้อคือมีเหี้ยมาลักพาตัวกรรมการคนนี้ไปฆ่าหมกส้วมอ่ะ พอกรรมการไม่อยู่ก้อเลยฆ่ากันตายห่ามาสองปีติดต่อกันแล้วเนี่ย ในสถานการณ์แบบนี้การก่อการร้ายจึงกลายเป็นธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำขึ้นมาอีกครั้งและดูท่าจะยังไม่หมดโปรโมชั่นง่ายๆเสียล่วย

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

หมามององุ่นเปรี้ยว

วิธีการพื้นๆโดยการพยายามหาข้อมูลของคนใดคนหนึ่งจากกูเกิ้ล เป็นอะไรที่ออกจะปัญญาอ่อนเต็มที แต่ก้อมีหลายคนติดคุกเพราะเรื่องง่ายๆแบบนี้อ่ะน่ะ คือ การใช้กูเกิ้ลเพื่อสืบหาอะไรเกี่ยวกับกูอย่างนี้ มันก้อมีมานานหลายปี ผ่านไปกี่ปีพวกงั่งมันก้อพยายามสืบอยู่นั่นแหล่ะ ไม่รู้ว่าติดใจอะไรกันนักหนา กูเลยจัด ข้อมูลให้ไปซ่ะ งงหนักกว่าเก่าอีกไอ้สัตว์ คือกูเขียนเรื่องseoมาเนี่ย มันเป็นหลักความปลอดภัยขั้นพื้นฐานในการใช้อินเตอร์เน้ตเลยอ่ะน่ะ พวกล่าแม่มดอยาก จะหาอะไรก้อให้มันหาไป แต่มันจะได้ในสิ่งที่เราต้องการอยากจะให้มันเห็นเท่านั้น ความรู้ด้านนี้มันอาจจะไม่ช่วยให้ใครรวยเงินล้านออนไลน์ แต่อย่างน้อย ก้อได้มีโอกาสใช้เงินอยู่นอกคุกอ่ะน่ะ ผู้คนคงจะไม่รู้ว่ากองทัพ ไอซีที ดีเอสไอ ผนึกกำลังตามล่ากูเลยอ่ะน่ะ ไม่มีปัญญาหาจากกูเกิ้ล ก้อเลยส่งอะไรบ้าๆบอๆ มาในอีเมล์เต็มไปหมด ปัญญาอ่อนชะมัด แต่ยิ่งการตามล่าแบบนี้เกิดขึ้นมากเท่าไหร่ คนก้อจะรู้จักพัฒนาตัวเองขึ้นมากเท่านั้น อย่าคิดว่าแค่ใช้กูเกิ้ลเป็นแล้วจะ รู้ไปหมดทุกอย่างน่ะไอ้พวกงั่ง กูน่ะหน่ายมากๆกับคนที่แสนรู้เพียงเพราะมีกูเกิ้ลเนี่ยโดยเฉพาะไอซีทีเนี่ยเข้ามาทางกูเกิ้ลทั้งนั้น ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงอะไร เล้ย ถ้าหาอะไรเกี่ยวกับกูไม่เจอในกูเกิ้ลพวกมันก้อจะมองกูเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนไปแทนแล้วพากันซุบซิบว่าหากูเจอก้อก้อเท่านั้นไปจับไม่ได้เพราะอยู่ไกล เหมือนหมามององุ่นเปรี้ยว อยากแดกแต่ไม่มีปัญญา เหมือนควยเห็นหีอยู่ตรงหน้าแต่แทงไม่ได้ได้แต่เอาควยชี้หน้า

วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คำเชิญสู่หลุมพราง


ใครๆก้อมองออกว่าการที่รัฐบาลเผด็จการ จู่ๆก้อมาเสนอข้อเรียกร้องให้ยุบสภาแลกกับการสลายการชุมนุม ซึ่งนี่มันเป็นหลุมพรางชัดๆ เพราะยังไงเผด็จการก้อไม่มีทางปล่อยให้มีการเลือกตั้งหรือสอบสวนคนสั่งฆ่าประชาชนแน่ๆ วิธีการอ่อยเหยื่อที่ดัดจริตเกินไปแบบนี้แหล่ะที่เขาเรียกว่า Phishing เอาสิ่งที่เหยื่อต้องการมาล่อเพื่อให้เหยื่อตายใจยอมกินเบ็ด การเอาชนะเผด็จการจะใช้แต่ความกล้าคงจะไม่ได้ ความกล้าที่แท้จริงต้องมีพื้นฐานจากความกลัว ถ้าไม่สามารถคิดแบบนักล่าได้ก้อจะต้องตกเป็นเหยื่ออย่างแน่นอน ข้อเสนอที่จริงใจของรัฐบาลเผด็จการก้อคือ จะฆ่าให้ตายหรือปล่อยให้มีชีวิตอยู่อย่างทาสก้อเลือกเอา ถ้าผ่านกับดักตัวนี้ไปได้ก้อต้องเจอกับ Booby Trap กับดักภาคบังคับที่คณะปฏิวัติทุกคณะยังไม่เคยผ่านไปได้ นั่นคือข้อหาล้มเจ้า ถ้ารอดไปได้โดยไม่ตายห่าไปเสียก่อนคนไทยคงจะพอมีโอกาสได้ชมฉากจบอันสวยหรู

วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เหยื่อของระบบเครือข่ายสังคม

การจับคนที่ใช้เฟซบุ้คเข้าคุกในรายของกรณีคดีหมิ่น เขาใช้เทคนิคที่เรียกว่า social network non-technical pretexting attack คือเป็นการอาศัยความปัญญาอ่อนของเหยื่อในการวางกับดักล่อให้เหยื่อมาติดกับโดยแทบจะไม่ต้องใช้เทคนิคชั้นสูงอะไรเลย หรือที่กูเรียกว่าใช้เทคนิคแบบบ้านๆนั่นเอง คือในรายของคดีหมิ่นตัวนี้จะใช้การส่งแบบฟอร์มผ่านอีเมล์ทำเป็นลิ้งค์ไปให้เหยื่อ แล้วหลอกว่าเป็นเว้บหาคู่หรือเว้บชิงรางวัลอะไรสักอย่าง แล้วพอเหยื่อที่สติไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่เห็นก้อหลงเชื่อกรอกข้อมูลส่วนตัวเช่น ชื่อ วันเกิด เบอร์โทร ที่อยู่ ชื่อพ่อ ชื่อแม่ อะไรก้อว่าไป แล้วทีนี้เหยื่อก้อได้ไปกินฟรีนอนฟรีในคุก คือว่ารายนี้น่ะโง่เอามากๆ โดนยัดข้อความหมิ่นผ่านระบบเบคอนเข้ามาในหน้าโปรไฟล์ชนิดไม่รู้ตัวเลยอ่ะ ซึ่งระบบเบคอนตัวนี้โดนวิจารณ์มามากในระยะหลายปีนี้ แต่คนไทยไม่ค่อยจะสนใจ ก้อเลยกลายเป็นเหยื่อไปซ่ะ การป้องกันแคร้กเก้อร์ที่ได้ผลแบบหนึ่งก้อคือ ทำยังไงก้อได้ให้แคร้กเก้อร์เกิดความสับสนมากที่สุด ถ้าแคร้กเก้อร์ต้องใช้เวลาในการแคร้กข้อมูลมากเท่าไหร่ โอกาสเสี่ยงที่เราจะตกเป็นเหยื่อก้อจะยิ่งน้อยลงมากเท่านั้น จะบอกว่าตอนนี้ประเทศไทยมันเหมือนกับประเทศจีนแล้วอ่ะน่ะ ต่อไปจะต้องมีการสร้างไฟร์วอลล์ขนาดยักษ์ขึ้นมาปิดกั้นข้อมูลเป็นแน่แท้ บล้อกก้อไม่ต้องใช้ อีเมล์ก้อไม่ต้องใช้ เครือข่ายสังคมก้อไม่ต้องใช้ ยูทิวป์ก้อไม่ต้องใช้ กูเกิ้ลก้อไม่ต้องใช้ แล้วจะมีอินเตอร์เน้ตเอาไว้ทำเหี้ยไรว่ะ เรื่องแบบนี้มันตลกร้ายตรงที่ว่า ถ้าไม่มีกูเนี่ยก้อจะไม่มีใครมาอธิบายเรื่องทำนองนี้ให้พวกงั่งมันเข้าใจ ในสังคมอับจนปัญญาที่มีแต่การจับผิด คนที่คิดจะช่วยคนอื่นมันช่างหายากจริงๆ

eternal shine


การชุมนุมประท้วงเพื่อไล่รัฐบาลบเผด็จการไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เสร็จได้ในชั่วข้ามคืน เปรียบเหมือนการเปลี่ยนแปลงการเมืองของญี่ปุ่นจาก LDP มาเป็น DPJ ก้อต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กละน้อย แต่การเคลื่อนไหวใดๆควรจะคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ประโยชน์ของประเทศก้อพิสูจน์จากผลงาน วิสัยทัศน์ไม่ใช่การปาฐกถา คนที่ดีแต่พูดไปวันๆในขณะที่แต่ละวันประชาชนต้องถูกปล้นฆ่าจากพวกขี้ยาอยู่ทุกวี่วัน คนไทยจะยอมเป็นควายทนให้พวกขุนนางกดขี่ไปถึงเมื่อไหร่ว่ะ ไอ้พวกเหี้ย เมื่อไหร่จะเข้าใจความเป็นอริยะชนเหมือนญี่ปุ่นเสียที วางเมื่อไหร่เป็นต้องหาเรื่องกัดกันตลอด อันเป็นสันดานของพวกว่างงาน ไม่รู้จักทำมาหาแดก

ผู้คนกำลังหลอกลวงตัวเองว่าเศรษฐกิจมันดี สังคมปลอดภัย การที่เราเชื่อสื่อที่ปั่นหัวเราเล่น สุดท้ายเราก้อจะได้อยู่ในโลกที่บัดซบขึ้นเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว คนไทยต้องรอให้ภยมาถึงตัวเสียก่อนถึงจะรูสึกสำนึก ไอ้พวกเหี้ยที่มัวแต่หลงระเริงโดยไม่สนใจว่าใครจะเป็นจะตายก้อมีเยอะซ่ะด้วยสิ

มีการใส่ร้ายว่ากลุ่มเสื้อแดงสะสมอาวุธสงครามทั้งปืนและระเบิด โดยมีสื่อจัญไรมากมายช่วยกระพือข่าวที่ว่า พร้อมกับอ้างว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปราบปรามเสื้อแดง ทุกอย่างมันเป็นสเต็ปที่วางเอาไว้ให้ไอ้อภิสิทธิ์เดิน ขั้นแรกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี ขั้นที่สองหาว่าเสื้อแดงเป็นต่างด้าว ฝักใฝ่ต่างชาติ ขั้นที่สามกล่าวหาว่าสะสมอาวุธคิดจะล้มราชบัลลังค์ ขั้นที่สี่ฆ่าล้างโคตรให้เหี้ยน สุดท้ายกงล้อแห่งประวัติศาสตร์สยองก้อย้อนกลับมาเหมือนเช่นเดิม อย่างที่มันควรจะเป็น และสักวันก้อต้องเป็น ผู้คนจะล้มตายมากมาย

ก้อตอนนี้อ่ะน่ะ มีการจับคนไทยที่ใช้facebook เข้าคุกไปซ่ะแล้วก้อต้องสมน้ำหน้าพวกหน้าโง่เซ่อๆซ่าๆที่ต้องกลายเป็นเหยื่อสังเวยคดีหมิ่นไปอีกราย ซึ่งก้อเป็นไปตามที่กูเคยบอกไว้เลยใช่ป่ะว่าคนไทยไปสุมหัวกันมากๆที่ไหน รับรองที่นั่นชิบหายแน่นอน การใช้social network ถ้าหลีกเลี่ยงสถานที่ที่คนไทยอยู่กันมากๆเท่าไหร่ก้อยิ่งจะปลอดภัยมากเท่านั้น เพราะกฏหมายหมิ่นจัดเป็นกฏหมายที่ร้ายแรงมากอันหนึ่งในโลกซึ่งจะพบได้แต่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่คนไทยก้อยังเข้าใจกฏหมายตัวนี้แค่ผิวเผินเท่านั้น
ปัญหาอย่างหนึ่งของคนไทยคือชอบอยู่ในที่ๆมีคนมากแล้วก้อสุดท้ายกลายเป็นการเปิดเผยสถานะของตัวเองจนพาตัวเองเข้าคุกไปอย่างง่ายๆ สถานที่ที่อันตรายมากๆสำหรับคนไทยก้อเช่นที่ exteen 212cafe oknation bloggang panthip youtube hi5 facebook รวมไปถึงการใช้อีเมล์ทุกชนิดด้วยอ่ะน่ะ อันตรายมีอยู่รอบตัวความรู้ด้าน social network engineering เป็นสิ่งจำเป็นมากๆในสมัยนี้
เหมือนระบบฟีดที่เมื่อสองสามปีก่อนยังไม่มีใครเข้าใจว่ามันคืออะไรแต่พอเจอกับการปิดกั้นอย่างหนักหน่วงจากรัฐบาลเผด็จการ ผู้คนก้อจะมีการเรียนรู้เกิดการหาช่องว่างส่งข่าวสารผ่านระบบฟีดกันโดยไม่รู้ตัว นี่จึงกลายเป็นการเปิดศักราชของการก่อการร้ายทางอินเตอร์เน้ตไปเสียแล้ว