วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

railwayboy1

พอดีคุณ railwayboy1 อีเมล์เข้ามาแบบงงๆ คือว่านานๆจะมีคนอีเมล์มาหาเพราะกูใช้อีเมล์ติดต่อกับคนเป็นซ่ะที่ไหน ไหนๆก้อมีอีเมล์มาก้อต้องตอบกลับผู้อ่านสักหน่อย คือคุณพี่ค่ะ ใจเย็นๆทานน้ำก่อน คือว่าจะเอาอะไรไปล้มเผด็จการ จำนวนคนที่มาชุมนุม คงจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดในแนวทางประชาธิปไตย เพราะกูเองก้อเคยผ่านประสบการณ์คนเสื้อแดงเป็นแสนๆ แต่สุดท้ายแสนสาหัส เพราะว่าทหารแม่งโผล่มา แม่งยิงกระเจิงตายห่าเป็นร้อยได้มั้ง


เสื้อแดงต้องสู้ด้วยความจริง กล้าบอกความจริงกับประชาชน แค่บอกว่ามีคนตายเนี่ย หนังสือพิมพ์ห่าเหวที่ไหนมันก้อยังไม่มีสักคำ แค่สงสัยมันยังไม่กล้าสงสัยเลย ไอ้พวกสื่อหลักเหี้ยๆ กูก้อไปอยู่ที่อื่นแล้ว และคง จะไม่ได้เข้าร่วมอีกแล้ว แต่ญาติพี่น้องกูก้อยังเข้าร่วมงานชุมนุมเรื่อยๆ พวกนั้นบอกว่าทักษิณทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่รัฐบาลนี้ทำเหี้ยไรมั่ง นอกจากปล่อยให้ยาบ้าครองเมืองจนพวกขี้ยาเอาเด็ก11 ขวบไปฆ่าข่มขืนสนองอารมณ์เสี้ยนยา


แม้ว่าจะมีคนบอกความจริงออกมาก้อใช่ว่าผู้คนทั่วไปจะรู้สึกสำนึกแต่อย่างใด เพราะว่าภัยอันตรายยังมาไม่ถึงตัว อีกทั้งในสมัย ไทยรักไทยครองเมือง ส.ส.ในสังกัดไทยรักไทยก้อทำเรื่องชั่วช้าระยำตำบอนไว้มากมาย แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของทักษิณกรุณาให้สมองเท่าเม็ดแตดแยกแยะดีชั่วด้วยแล้วกัน แต่ก่อนนี้อะไรก้อมีแต่เว้บผู้จัดการ มันสร้างนิยายเอาไว้เยอะ แต่ถ้ามีคน เสนอเรื่องอื่นที่มาค้าน คนจะได้มีข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ เพราะเราไม่สามารถหาคำตอบของสมมุติฐานจากความไม่รู้ได้ การจะหาคำตอบในเรื่องใดจึงจำเป็นต้องมีความรู้จากหลากหลายด้านมาช่วยในการอธิบายปรากฏการณ์ของสังคม


ทุกวันนี้คนที่ ยังงมงายกับเสื้อเหลืองก้อคือคนประเภทขี้เกียจคิด ขี้เกียจอ่าน ใครฟอร์เวิร์ดเมล์มาให้มันก้อเชื่อหมดนั่นแหล่ะ สมัยนี้กระเทยมันคุมไปทั้งซอยแล้วล่ะมั้ง เอาอย่างนี้ถ้าทักษิณทำผิดหรือทำระยำอะไรไว้ก้อตามแต่ ทักษิณจะต้องถูกลงโทษตามกระบวน การประชาธิปไตย นั่นก้อคือไม่ลงคะแนนเลือกตั้งให้ทักษิณ ง่ายๆแค่นี้ แต่นี่อะไร พวกเศษขยะสังคมที่รังเกียจทักษิณล้วนแล้ว แต่เป็นพวกสถุลรังเกียจการเลือกตั้งทั้งนั้น ยังมีหน้ามาอ้างประชาธิปไตยอีก ไอ้พวกถ่อยสถุล

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

underground warroom

จากกรณีที่มีคนปล่อยข่าวเกี่ยวกับการทุบหุ้นในเว้บประชาไท และคนที่แสดงความเห็นในเว้บประชาไทถูกจับยัดเข้าคุกไปไม่ ต่ำกว่าครึ่งโหลนั้น มันมีประเด็นให้พาดพิงถึงหลายอย่างอ่ะน่ะ อย่างเช่น ทำไมคนที่เข้าไปโพสต์ถึงยังไม่รู้ว่าประชาไท ตกลง กับตำรวจแล้วว่ายินดีที่จะขายข้อมูลให้กับตำรวจ ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่ทราบกันดี และทำไมประชาไทถึงไม่เขียนความจริงทั้งหมดว่า แม่งน่ะแหล่ะที่ขายข้อมูลให้ตำรวจแต่กับโกหกไปถึงเรื่องการsnippet อ้างว่าตำรวจตรวจจับได้เอง ถ้าตำรวจตรวจจับได้ เอง ป่านนี้เว้บต้องห้ามทั้งหลายคงจะโดนเก็บไปหมดแล้วล่ะมั้ง อืมมม การที่จะใช้อะไรก้อต้องมีการทดสอบก่อนใช่ไหม เราต้อง รู้ตั้งแต่ว่าเซิฟเวอร์ตั้งอยู่ในตึกหลังไหน ประเทศอะไร เจ้าของมีประวัติทำระยำกับลูกค้ามาแบบไหนมั่ง และประเทศนั้นๆมี พฤติกรรมคุกคามผู้ใช้เน้ตแบบไหน และมีเว้บอะไรมั่งที่ควรจะหลีกเลี่ยง คือของแบบนี้มันอาจจะลึกลับซับซ้อน แต่มันก้อเป็น อะไรที่น่าค้นหาอยู่ในที แต่คนทั่วไปไม่เข้าใจหรอกอ่ะน่ะ นึกถึงสี่ปีก่อน สมัยนั้นยังมีบล้อกให้เขียนไม่เยอะ บล้อก yahoo! 360 ตอนนั้นก้อเป็นแหล่งวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของพวกมุสลิมจากอิหร่าน ไม่ก้อมาเลเซีย อินโดนีเซีย พวกนี้จะเข้าไปเยอะ กูเองก้อเข้าไปทดลองดูก้อพบว่ามันไม่ขายข้อมูลลูกค้าจริงๆ ก้อเหตุผลที่ต้องลงรูปโป๊อะไรไปมันก้อเป็นการทดสอบการตัดสินใจ ของโมเดอเรเตอร์แบบหนึ่งอ่ะน่ะ แต่คนคงจะไม่เข้าใจอยู่ดี เรื่องการใช่เน้ตคนมองเป็นเรื่องเล่นๆทั้งที่มันเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อ ชีวิตแท้ๆอืมมม เมื่อไหร่จะฉลาดกันขึ้นมามั่งก้อไม่รู้ บางเว้บก้อใช้วิธีเลี่ยงปัญหาโดยการตั้งระบบสมาชิก เว้บบอร์ดใต้ดินยังไง ล่ะ โดยปกติพฤติกรรมของตำรวจจะหาเว้บจากกูเกิ้ล ซึ่งมันต้องรีบหาแบบลวกๆ ถ้ามันไปเจอเว้บที่ต้องมีรหัสผ่าน พวกมันก้อจะ ไม่เสียเวลาสมัครแต่จะผ่านเลยไปแทน เพราะกูก้อติดตามเหมือนกันว่าตำรวจไม่ชอบยุ่งกับเว้บใต้ดิน ก่อนหน้านี้ HI5 ไม่ปลอดภัย ขอเดาว่าต่อไป Facebook จะส่งคนเข้าคุกมั่งล่ะ

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ประวัติศาสตร์เปื้อนเลือด

มีการใส่ร้ายว่ากลุ่มเสื้อแดงสะสมอาวุธสงครามทั้งปืนและระเบิด โดยมีสื่อจัญไรมากมายช่วยกระพือข่าวที่ว่า พร้อมกับอ้างว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปราบปรามเสื้อแดง ทุกอย่างมันเป็นสเต็ปที่วางเอาไว้ให้ไอ้อภิสิทธิ์เดิน ขั้นแรกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี ขั้นที่สองหาว่าเสื้อแดงเป็นต่างด้าว ฝักใฝ่ต่างชาติ ขั้นที่สามกล่าวหาว่าสะสมอาวุธคิดจะล้มราชบัลลังค์ ขั้นที่สี่ฆ่าล้างโคตรให้เหี้ยน สุดท้ายกงล้อแห่งประวัติศาสตร์สยองก้อย้อนกลับมาเหมือนเช่นเดิม อย่างที่มันควรจะเป็น และสักวันก้อต้องเป็น ผู้คนจะล้มตายมากมาย......

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ทำนาแบบญี่ปุ่น


อันที่จริงข้าวที่ชาวนาญี่ปุ่นผลิตได้ก้อใช่ว่าจะมากมายอะไร แต่ญี่ปุ่นใช้นโยบายการปกป้องชาวนาในประเทศ ทำให้ราคาข้าวญี่ปุ่นยังมีราคาแพงระยับแต่ไม่ต้องเจอการแข่งขันของข้าวราคาถูกจากจีน ข้าวญี่ปุ่นตันละแปดหมื่นบาทเป็นข้าวเหนียวเมล็ดยาวแต่ของจีนข้าวหักๆได้ตันละหมื่นก้อหืดจับแล้วอ่ะน่ะ ก้อมีแต่คนจนๆอ่ะที่กินข้าวนำเข้าจากไทย ข้าวไทยแข็งมากคนกินไม่ได้แต่ติดฉลากว่าหอมมะลิเกรดเอพอโดนตีกลับก้อหาว่าโดนปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าโดยที่ไม่เห็นจับใครได้สักคน สันดานขี้โกงอีกแระ แต่ข้าวไทยเขาจะเอาไปทำโมจิอ่ะน่ะ ขนมจะออกมาไม่เหลว หรือไม่ก้อทำสาเก หรือนิฮอนชู อ่ะน่ะ

พรหมจรรย์นั้นสำคัญไฉน?

บทรำลึกพรหมจารีแห่งหญิง (บทความนี้ได้รับการเขียนลงในเว็บบล็อกของเดอะเนชั่นเป็นครั้งแรกวันที่ 8 มีนาคม ซึ่งเป็นวันสตรีสากล และมีผู้อ่านได้ขอให้แปลบทความนี้เป็นภาษาไทย จึงแปลและนำมาลงที่เว็บบล็อกภาษาไทยแห่งนี้) ลิงค์สู่บทความภาษาอังกฤษต้นฉบับ http://www.nationmultimedia.com/webblog/view_blog.php?uid=332&bid=2083 พรหมจรรย์นั้นสำคัญไฉน? วันสตรีสากล (8 มีนาคม) นั้นไม่ได้ทำให้ฉันนึกถึงว่าสิทธิสตรีของไทยเท่าเทียมกับบุรุษหรือไม่ แต่มันกลับทำให้คิดว่าผู้หญิงไทยรวมทั้งสังคมไทยได้ตระหนักหรือไม่ว่า สิทธิสตรีที่แท้จริงในเวลานี้ ซึ่งเป็นเวลาที่หญิงไทยบางคนมีรายได้มากกว่าผู้ชายในวัยเดียวกันนั้นคืออะไรกันแน่ คุณสุรยุทธ์ จุลลานนท์ นายกรัฐมนตรี ทำพิธีเปิดงานสตรีสากล และได้กล่าวว่าสิทธิของหญิงไทยในปัจจุบันนั้นได้รับการพัฒนาจนกระทั่งแทบไม่มีความแตกต่างจากผู้ชาย และมีผู้หญิงทำงานในหน่วยงานที่สำคัญๆของประเทศมากขึ้น ส่วนฉันคิดว่า สิทธิสตรีไทยที่แท้จริง (ซึ่งแทบจะไม่ได้รับการใส่ใจเลย) ก็คือ สิทธิที่จะ "เลือก" ในกิจกรรมทางเพศของตน ในรายการคมคนคิดทางช่อง 9 เมื่อเร็วๆนี้ มีนักเขียนชื่อดังที่เขียนหนังสือหลายเล่มที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก โดยใช้นามปากกว่า "คำผกา" หรือ "ฮิมิโกะ ณ เกียวโต" มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณระเบียบรัตน์ พงศ์พานิช อดีตสมาชิกวุฒิสภาผู้มีความอนุรักษ์นิยมอย่างยิ่งยวด ทั้งสองถกกันในหัวข้อว่า "รักในวัยเรียน" โดยส่วนตัวฉันไม่เห็นด้วยกับคำผกาในคำสัมภาษณ์บางช่วงบางตอนของเธอที่ลงในนิตยสารบางฉบับก่อนหน้านี้ (แต่ก็เห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่) คราวนี้เธอพูดตรงใจฉันอีกแล้ว คำผกากล่าวว่าเธอไม่เห็นด้วยที่ผู้ใหญ่จะบังคับวัยรุ่นโดยเฉพาะเพศหญิงในเรื่องเพศสัมพันธ์ เธอว่าสังคมไทยไม่เคยให้ข้อมูลที่เพียงพอแก่วัยรุ่นในเรื่องเพศ หรือไม่มีแม้แต่กิจกรรมที่เป็นทางเลือกอื่นๆนอกจากการไปห้างสรรพสินค้าหรือกิจกรรมกีฬา สิ่งที่คำผกาต้องการจะบอกคือหากผู้ใหญ่ซึ่งมักจะคิดว่าตนถูกเสมอ ให้ข้อมูลที่เพียงพอเกี่ยวกับผลกระทบที่ตามมาจากกิจกรรมทางเพศในวัยเรียนแล้ว วัยรุ่นก็ควรจะเป็นผู้ตัดสินด้วยตัวเองในเรื่องเพศ แต่คุณระเบียบรัตน์นั้นแสดงความเป็นกังวลอย่างยิ่งในการควบคุมกิจกรรมทางเพศของวัยรุ่น ทุกคนเห็นพ้องกันว่าการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยส่วนตัวแล้วฉันคิดว่าประเด็นเรื่องความปลอดภัยในเพศสัมพันธ์ ไม่ควรจะนำมารวมกับประเด็นเรื่องที่ว่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งควรจะถูกประนามว่า "แรด" หรือ "กระแดะ" หรือไม่หากว่าเธอมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน คุณระเบียบรัตน์ชี้ให้เห็นถึงความเสียหายที่เด็กวัยรุ่นอาจจะก่อขึ้นหากพวกเขามีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และยังแสดงความเป็นห่วงว่าสังคมไทยนั้นให้ความสนใจกับเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นน้อยลงทุกที ขณะที่คำผกานั้นให้ข้อคิดที่น่าสนใจยิ่ง คำผกาพูดว่าสังคมไทยควรจะให้โอกาสและยอมรับผู้หญิงว่าเป็นคนดี และน่านับถือได้ โดยที่พวกเธอสามารถอยู่ตรงกลางระหว่างหญิงสาวพรหมจรรย์ที่อนุรักษ์นิยม และนางแพศยาซึ่งมีเพศสัมพันธ์เร็วเกินไป หรือมีความสัมพันธ์กับหนุ่มมากหน้า คำถามก็คือหญิงไทยมีทางเลือกที่จะอยู่ตรงกลางหรือไม่ ฉันคิดว่าคำตอบคือยากมากถึงไม่มีเลย หญิงสาวคนหนึ่งควรจะปฏิเสธที่จะมีเพศสัมพันธ์กับแฟนหนุ่มของเธอ ไม่ใช่เพราะกลัวสายตาอันเข้มงวดของคุณระเบียบรัตน์ ไม่ใช่เพราะกลัวสังคมลงโทษ แต่การปฏิเสธของเธอควรจะเกิดจากความคิดที่ว่าแฟนหนุ่มของเธอนั้นไม่คู่ควรจะมีเพศสัมพันธ์กับเธอ เพราะว่าเขานั้นมีนิสัยสุดแสนจะแย่ และไม่น่าจะเป็นสามีที่ดีในอนาคตได้ ถ้าฉันมีลูกสาว ฉันจะสอนให้ลูกป้องกันตัวเองจากผู้ชาย "เลว" ด้วยการปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์กับเขา และฉันก็จะเน้นย้ำให้ลูกเห็นชัดๆว่าผู้ชายแบบไหนที่เราเรียกว่า "เลว" ก็เพียงเท่านี้เองที่คิดว่าควรจะบอกลูกในเรื่องนี้ คุณระเบียบรัตน์พยายามสอนเด็กสาวให้รักนวลสงวนตัว เธอก็เป็นตัวแทนคนรุ่นแม่ของเราที่ถูกครอบงำจากสังคมที่ชายเป็นใหญ่มานาน และสังคมนี้สอนให้ผู้หญิงบูชาพรหมจรรย์ เพื่อนร่วมงานของฉันคนหนึ่งบอกว่าคุณระเบียบรัตน์ได้ทรยศความเป็นสตรีนิยมในตัวของเธอเองด้วยการตอกย้ำถึงคุณค่าแห่งพรหมจรรย์หญิง ขณะที่คำผกาบอกว่าพรหมจรรย์นั้นไม่มีความหมายสำหรับเธอ โดยส่วนตัวแล้ว ฉันคิดว่าเราไม่ควรเอ่ยถึงคุณค่าของพรหมจรรย์เสียเลย มิฉะนั้น ผู้หญิงไทยก็ยังต้องตกอยู่ภายใต้การครอบงำจากคุณค่าที่กำหนดโดยเพศชายไปตลอดกาล ในความเป็นจริง ยังมีอีกหลายวิธีที่จะสอนลูกสาวของเราเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ที่ถูกต้อง แทนที่จะขู่พวกเธอโดยใช้คุณค่าเทียมๆจากเรื่องของพรหมจรรย์ เรื่องความบริสุทธิ์ของหญิงสาวนี้ยังทำให้เหยื่อการข่มขืนต้องทุกข์ทนทางจิตใจมากขึ้นไปอีก เพราะพวกเธอต้องรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงไม่ดีเสียแล้วหากปราศจากพรหมจรรย์ มีการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้หญิงไทยมีอัตราการถึงจุดสุดยอดต่ำ เพราะในขณะที่พวกเธอมีเพศสัมพันธ์กับคู่รักที่เป็นชาย จิตใต้สำนึกของเธอคิดว่าเธอกำลัง "เสีย" มากกว่า "ได้" ซึ่งเป็นคุณค่าที่พวกเธอโดนกรอกหูมาตั้งแต่เด็ก เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมในการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างหญิงและชายแม้แต่น้อย สิ่งที่ฉันต้องการเน้นก็คือ ผู้หญิงไทยคิดอย่างไรกับตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนว่าการกดขี่ทางเพศนั้นฝังรากลึกเพียงใดในใจพวกเธอ สำนวน "เสียตัว" นั้นก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงคุณค่าที่สังคมไทยให้แก่พรหมจรรย์หญิงเช่นกัน จะเป็นไปได้ไหม ถ้าหญิงไทยเพียงแต่ปล่อยใจให้มีความสุขโดยไม่ถูกกดขี่จากคุณค่าดังกล่าว (มีผู้อ่านที่เป็นชาวต่างชาติและมีภรรยาเป็นคนไทยขอร่วมแสดงความเห็นและต้องการให้ฉันเติมความเห็นของเขาลงไปในบทความฉบับภาษาไทยด้วย เขากล่าวว่า ในชีวิตของผู้ชายบางคน ไม่เคยรู้จักคำว่าสาวพรหมจรรย์เลย ฉันเชื่อว่าเขาเองก็ไม่ใส่ใจในเรื่องนี้เช่นกัน ในบล็อกภาษาอังกฤษมีผู้อ่านเข้ามาแสดงความเห็นหลายคน ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับบทความชิ้นนี้ ฉันเพียงหวังให้ผู้อ่านแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องที่ฉันนำเสนอ แล้วคุณก็จะเห็นแบบฉันว่าเรื่องสิทธิสตรีของไทยมิได้จำกัดอยู่แค่อาชีพการงานเท่านั้น) เราควรจะสอนวัยรุ่นให้มีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย พร้อมๆกันกับสอนให้เด็กสาวเข้าใจว่าพวกเธอมีคุณค่าอย่างไรแม้ไม่มีพรหมจรรย์แล้วก็ตาม

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ยิ่งเรียนยิ่งโง่

คุณแม่คนหนึ่งกำหลังหาโรงเรียนให้ลูกเรียนต่อชั้น ม.4 ก่อนจะเป็นคุณแม่ เธอเป็นเด็กสาวมาจากอำเภอเล็กๆ ไกลโพ้น เรียนหนังสือในโรงเรียนประจำเภอ ตามด้วยการเรียนในหลักสูตรอาชีวะศึกษา ได้ทำงานในตำแหน่งลูกจ้างประจำเล็กๆ ในหน่วยราชการเล็กๆ อีกเช่นกัน ก่อนจะแต่งงานกับสามีที่นักธุกิจขนาดย่อม ลูกชาย-หญิง เรียนในโรงเรียนเอกชนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด หากเราบังเอิญได้เห็นครอบครัวของเธอในห้างสรรพสินค้าสักแห่ง เธอและครอบครัวก็เหมือนกับครอบครัวชนชั้นกลางอีกหลายแสนหลายล้านครอบครัวในสังคมไทย คุณพ่อคนหนึ่งเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก มีบ้านหลายหลัง มีรถหลายคัน แต่ละเดือนมีเงินผ่านมือนับล้าน บ้าน รถ ล้วนติดจำนองที่ต้องผ่อนธนาคารและไฟแนนซ์ทุกเดือน ภรรยาเป็นข้าราชการที่มีเงินเดือนแค่พอค่าน้ำมันรถ ผลประโยชน์จากการรับราชการไม่ใช่เพื่อเงินเดือน แต่ด้วยความเชื่อว่าได้แอบอิงผลประโยชน์ทางสวัสดิการนานาที่มั่นคงกว่างานเอกชนและการรับประกันว่ารัฐบาลจะเลี้ยงดูในยามแก่เฒ่า สองครอบครัวนี้คงเดินห้างสรรพสินค้าเดียวกัน ช็อปปิ้งที่ดิสเคานต์สโตร์ขนาดใหญ่ห้างเดียวกันเพราะสามารถซื้อของได้ราคาถูกกว่า ทุกๆ เย็นวันอาทิตย์เรามักจะเห็นครอบครัวแบบนี้เดินเข็นรถเข็น ในรถของพวกเขาจะมีนมวัวแกลลอนใหญ่หลายแกลลอน มีน้ำยาปรับผ้านุ่มขวดยักษ์ (คนชนชั้นนี้หมกมุ่นอยู่กับความนุ่มและหอมอย่างแปลกประหลาด และรถยนต์ของพวกเขามักมีน้ำหอมรถยนต์ที่หอมเกินไป และอยู่ในขวดที่ดูตลกเกินไปด้วย) พวกเขามีแรงผลักดันอย่างไม่น่าเชื่อในความพยายามที่อยากมีลูกแข็งแรงและรูปร่างสูงใหญ่ (เหมือนฝรั่ง หรือ ญี่ปุ่นยุคหลังสงคราม อันได้ชื่อ เป็นประเทศพัฒนาแล้ว) พวกเขาไม่ลังเลที่จะจ่ายเงินหลักหมื่นสำหรับค่าอาหารเสริมของบริษัทขายตรงนานายี่ห้อ พวกเขาอาจซื้อแม้กระทั่งผงสีส้มในซองบรรจุกล่อง ราคากล่องละพันกว่าบาท ที่ชงในน้ำ แล้วกลายเป็นน้ำส้มที่เปี่ยมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ พวกเขาจะซื้อเพียงแค่เราบอกว่า ดื่มแล้วลูกของพวกเขาจะแข็งแรงกว่าคนอื่น เรียนเก่งกว่าคนอื่น โรงเรียนเอกชนชั้นดีนั้น นอกจากมีอาคารเรียนทันสมัย ห้องเรียนติดแอร์ มีห้องคอมพิวเตอร์ มีห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย มีการเปิดสอนหลักสูตร English Program อีกคุณสมบัติหนึ่งคือมีเปอร์เซ็นต์การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สูงสุด สูงอย่างเดียวไม่พอ คณะที่เด็กสอบได้มาก ต้องเป็นคณะยอดนิยมขวัญใจพ่อแม่ ชนชั้นกลาง เช่น แพทย์ วิศวะฯ ส่วนพ่อแม่ชนชั้นที่อยู่ข้างบนชนชั้นกลางขึ้นไปอยากให้ลูกเรียนอะไร?-อ๋อ-หากเป็นพ่อ-แม่ กลุ่มนั้น สมัยนี้ต้องส่งลูกไปเรียนแฟชั่นดีไซน์ที่เซ็นต์มาร์ติน สิคะ ถึงจะโก้ หรือไม่ก็ไปเรียน slow food กับครอบครัวในชนบท ของอิตาลี ประเดี๋ยวก็ได้กลับมาเปิดร้านเสื้อสวยๆ ออกแบบกระเป๋าเริ่ดๆ หรือมาเปิดร้านอาหารบรรยากาศแสนอบอุ่นและเป็นมิตร มีพาสต้าที่ทำเส้นเองมากับมือ มีมะเขือเทศที่แห้งด้วยแดดของทะเลใต้ ใช้เกลือจากฝรั่งเศส ขาหมูป่าจากสเปนที่กินเห็นทรัฟเฟิลเป็นอาหาร ฯลฯ ให้เพื่อนพ้อง น้องพี่ ผู้มีสตางค์ทั้งหลายได้มาอุดหนุน ช่วยหมุนเวียน เงินทองไปในหมู่คนกันเอง ส่วนคน "ไม่รวย" ที่อยากส้องเสพ สินค้า อาหารอย่างเดียวกับชนชั้นไฮโซ อยากตะเกียกตะกายหาเงินมาจ่าย มาซื้อ มาแดก บ้าง ก็ทำไงได้ ไม่ได้บังคับให้ใครมาซื้อ มากินสักหน่อย ส่วนพ่อแม่ ชนชั้นกลาง-กลาง ก็บ้าบอกับการพยายามกวดวิชาให้ลูกเรียนเป็นหมอ เป็นวิศวะ กันต่อไป เมื่อหลายโรงเรียนดังต้องการ "ร้อยละ" ของนักเรียนสอบติดของมหาวิทยาลัยของรัฐสูงสุด สิ่งที่ตามมาคือการคัดกรองเด็กจากชั้น ม.3 เข้าไปเรียนชั้น ม.4 อย่างชนิดที่ต้องใช้กระชอนตาถี่มากถึงมากที่สุดเพื่อให้ได้แต่สิ่งที่เรียกว่าเป็น "ครีม" เข้มข้น เมื่อได้ "ครีม" ไปเคี่ยว จึงไม่ต้องแปลกใจที่โรงเรียนดังๆ จะดังต่อไปด้วย เกียรติยศ เกียรติศักดิ์ที่เด็กครีมเหล่านี้สร้างให้กับโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นโอลิมปิกวิชการ และคะแนนสูงสุดติดอันดับประเทศ เมื่อต้องเผชิญกับคำถามที่ว่า โรงเรียนกำลังเลือกปฏิบัติ และมันช่างเห็นแก่ตัวที่โรงเรียนจะเลือกหัวกะทิไว้เคี่ยวแล้วโยนเศษหางกะทิไปให้โรงเรียนอื่นๆ ที่รับได้ จากนั้น ก็ฉกฉวยผลงาน แล้วบอกว่า "โรงเรียนชั้นสอนดี สอนเก่ง ครูมีทักษะยอดเยี่ยม ใครมาเรียนโรงเรียนนี้ก็ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ทั้งหมด" เมื่อต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาอันนี้ โรงเรียนจะบอกว่า โรงเรียนคัดเลือกนักเรียนตามความสามารถ เด็กที่ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกของโรงเรียนนั้น ทางโรงเรียนพิจารณาแล้วว่าอาจจะไม่เหมาะที่จะเรียนต่อสายสามัญ แต่น่าจะไปเรียนสายอาชีพมากกว่า คุณแม่กำลังหาโรงเรียนให้ลูกได้เรียนชั้น ม.4 เนื่องจากลูกไม่ใช่เด็ก "ครีม" จึงถูกคัดออก ขณะเดียวกัน ลูกก็ไม่ยอมหันไปเรียนสายอาชีพดังที่โรงเรียนแนะนำ ด้วยลูกเห็นว่าการเรียนสายอาชีพ อย่าง พานิชย์ อาชีวะ (อย่างที่แม่เรียน) นั้นมันเหมือนมีไว้สำหรับเด็กอีก...เอ่อ...อีกชนชั้นหนึ่ง (ลึกๆ แม่ก็คิดเช่นเดียวกัน จึงตะเกียกตะกายหาโรงเรียนต่อไป) แม่ตระเวนไปหาผู้บริหารโรงเรียนเพื่อจะ "ฝาก" จะให้จ่ายเท่าไหร่ก็พร้อมจะจ่าย แต่ใครๆ ก็รู้ว่า ในฤดูการสอบนั้นบรรดา ผอ. โรงเรียนดังต่างต้องจรลีหนีกองทัพผู้ปกครองเด็กฝากกันให้จ้าละหวั่นเป็นที่น่าเห็นใจยิ่งนัก ส่วนคุณพ่ออีกคน โชคดีที่ลูกเรียนเก่ง จึงเป็นหนึ่งในครีมที่โรงเรียนคัดไว้ แต่ ทางเลือกสำหรับเด็กเรียนดีกลับยุ่งและสิ้นเปลืองมากกว่าที่เราคิด นอกจากสอบเข้า ม.4 คุณพ่อยัง "เผื่อ" สำหรับโรงเรียนเตรียมทหาร เวลาบอกใครว่าลูกเรียนโรงเรียนนายร้อยฯ นี่คงโก้ชะมัด ค่าเรียนกวดวิชาเกือบแสน สำหรับเอาเด็กไปเข้าค่ายเตรียมตัวสอบ คุณพ่อจ่ายไป ค่าเทอมโรงเรียนที่ลูกสอบติดแล้ว จ่ายไปก่อน มัดจำเผื่อสอบเข้าที่อื่นไม่ติด อ้าว...มีคนบอกว่าโรงเรียนสองภาษาที่เปิดใหม่นั้นดีมาก ดีอย่างไร คำตอบคือ ปีที่แล้วเด็กโรงเรียนนี้สอบเข้า แพทย์ วิศวะฯ เภสัชฯ ติดทุกคน ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ที่ลูกสอบไม่ติด หูผึ่ง รีบเอาลูกไปสอบเข้าโรงเรียนใหม่ โรงเรียนเอกชนสองภาษาเปิดใหม่นี้อวดอ้างว่าเด็กที่เรียนโรงเรียนนี้ส่วนใหญ่ได้ไปเรียนเมืองนอกเมืองนากันทุกคน-จุดขายกับพ่อแม่ ชนชั้นกลาง-กลาง ที่ยังเห็น "เมืองนอก" ไม่ใช่แค่ต่างประเทศ แต่เป็นเสมือนเป้าหมายศักดิ์สิทธิ์บางอย่างสำหรับอนาคตลูกหลาน มาร์เก็ตติ้งอันนี้จึงโดนใจอย่างแรง ค่าเทอมเฉียดสี่หมื่น-อาจจะดูแพง แต่ยังถูกกว่าโรงเรียนอินเตอร์ แต่ดู อินเตอร์ เพราะครูบาอาจารย์ล้วนแต่เป็น "ฝรั่ง" แถมยังบอกว่าอีกหน่อยจะไดไปเมืองนอก คุณพ่อที่มีลูกเรียนเก่ง โดนโรงเรียนซื้อใจด้วยการบอกว่า ลูกคุณคะแนนดี จ่ายค่าเทอมแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ คุณพ่อหน้าบาน จ่ายค่าเทอมล่วงหน้าไปอีก (สรุปจ่ายค่าเทอมไปสองโรงเรียน บวกค่ากวดวิชาเฉียดแสนสำหรับอีกทางเลือกหนึ่งที่เผื่อเอาไว้) สรุปแล้ว คุณพ่อ และ คุณแม่ ระดับ กลาง-กลาง อันเป็นชนชั้นที่ว่ากันว่า ดำรงชีวิตได้ยากเหลือเกินนี้ เฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านจากมัธยมต้นไปมัธยมปลายของลูก 1 คน ต้องหาเงินกันมาซื้ออนาคตของลุกด้วยเงินหลักแสน และคงต้องจ่ายอีกหลายแสนในอนาคต ในทุกๆ กระบวนการการหารือว่าด้วยอนาคตของลูก และการศึกษษ ฉันยังไม่ได้ยินใครพูดคำว่า "ความรู้" เลยแม้แต่ครั้งเดียว ในทุกๆ ลมหายใจมีแต่คำว่า "เปอร์เซ็นต์ที่สอบติดมหาวิทยาลัย" หรือ "ถ้าเข้าโรงเรียนเตรียมทหารก็ไม่ต้องกังวลเรื่องสอบเอ็นทรานซ์ แถมไม่ต้องกังวลว่า จบออกมาแล้วจะหางานทำไม่ได้" ดังนั้น เป้าหมายในการเรียนทั้งหมด จึงเป็นไปเพื่อการ "วัดผล" เพื่อคัดเลือกคนเข้าสู่ตลาดที่ขับเคลื่อนโลกของเราในขณะนี้เท่านั้น ไม่มีอะไรซับซ้อนสักนิด เพราะฉะนั้น คำว่า "การศึกษา" จึงเป็นคำพูดชวนหัว และกระหทรวงศึกษาธิการน่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น "กระทรวงเพื่อการคัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัยและโอกาสในการเลือกงานที่หาเงินได้มากกว่าคนอื่นๆ" โรงเรียนคงต้องหานิยามใหม่ว่า มันไม่ใช่สถานการศึกษา แต่เป็นแหล่งฝึกฝนทักษะการทำข้อสอบให้นักเรียนผ่านกระบวนการวัดผลเพื่อคัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งทักษะนี้มีอีกหนึ่งธุรกิจที่เข้ามามีเอี่ยวด้วยนั่นคือ โรงเรียนกวดวิชา ที่ยิ่งเน้นการฝึกฝนทักษะชนิดนี้ให้แก่นักเรียนเป็นพิเศษ อย่างที่โรงเรียนไม่อาจทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการเก็งข้อสอบ การทำข้อสอบปรนัยให้ได้เร็วกว่าคนอื่น ทักษะการ เดาใจ และอ่านเกมจิตวิทยาของผู้ออกข้อสอบที่มักลวง และพรางเราให้ตกหลุมไปกาข้อที่ผิดอย่างไม่น่าให้อภัย ทั้งหมดนี้ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "ความรู้" ทั้งนี้ เพราะความรู้ถูกแยกสลายลงไปให้เหลือเพียง คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ ชีววิทยา ที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับอะไร และเกือบจะไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับชีวิตประจำวันที่คนทุกคนต้องปะทะกับสิ่งที่เป็น ทั้งคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ความสัมพันธ์ทางสังคม การใช้ภาษา ชีววิทยา โรงเรียนในสมัยนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับโรงพยาบาล เราเคยนึกถึงและมองสถาบันเหล่านี้ว่าเป็นแหล่งที่ปลอดซึ่งผลประโยชน์อย่างแท้จริง หมอย่อมรักษาคนไข้อย่างไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และเป้าหมายสูงสุดของทั้งการศึกษาและการรักษาพยาบาล ล้วนแต่เป็นเป้าหมายที่มุ่งมรรคผลในเชิงจริยธรรม ศีลธรรม และเพื่อผดุงความดีงาม และมนุษยธรรมในโลกของเรา ทว่า ต่อมาเราได้รู้ว่า ทั้งการรักษาพยาบาลและการศึกษา ต่างเป็นเพียงกลไกลและเครื่องมือหนึ่งของรัฐ การสาธารณสุขมีไว้เพื่อควบคุมร่างกายของพลเมือง ส่วนการศึกษานั้นถูกจัดขึ้นทั้งเพื่อผลิตแรงงานที่มีทักษะป้อนรัฐ ภาคธุรกิจ แล้วยังมีนัยของการกล่อมเกลา ควบคุมจิตใจ สำนึก ความคิด และอุดมการณ์ ทว่า ตอนนี้เราได้เห็นทั้งสถานพยาบาล และสถานการศึกษาสลัดเสื้อคลุมของนักศีลธรรม หน้าเนื้อใจเสือทิ้ง แล้วหันมาสวมสูท ยืดอก ประกาศตัวเป็นนักธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ โรงพยาบาลไม่กระมิดกระเมี้ยนที่จะขายโปรโมชั่นตรวจสุขภาพ และมีการจัดลำดับ "ดาว" ของโรงพยาบาล ที่บ่งบอกสถานภาพทางเศรษฐกิจของคนไข้ได้อย่างชัดเจน เพียงเอ่ยชื่อโรงพยาบาลที่คุณไปเข้ารับการรักษา ก็เท่ากับเป็นการประกาศตัวเลขเงินในธนาคารของคุณไปโดยปริยาย โรงพยาบาลไม่กระมิดกระเมี้ยนที่จะโฆษณา และบอกว่ายิ่งจ่ายมาก เราก็ยิ่งให้บริการมากเท่านั้น ยิ่งจ่ายมากเท่าไหร่ โอกาสหายจากโรคก็มีมากเท่านั้น ส่วนโรงเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนที่แข่งกันเปิด แข่งกันอินเตอร์ฯ แข่งกันสอนด้วยโปรแกรมภาษาอังกฤษ แข่งกันด้วยร้อยละของนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ต่างพากันขุดกลยุทธ์การขาย โปรโมชั่นเรียนฟรีสำหรับนักเรียนเรียนเก่งบางโรงเรียนให้พ่อ-แม่เซ็นสัญญาถือหุ้นกับโรงเรียนไว้เป็นหลักประกันหลายแสนบาท เพื่อค้ำประกันว่า หากคุณเอาลูกออกจากโรงเรียน คุณต้องสูญเงินค้ำประกัน โรงเรียนเก่าแก่พยายามรักษาสถานภาพของตนเองในท่ามกลางการแข่งขันที่ดุร้ายขึ้นทุกวัน ด้วยการคัดเฉพาะครีมของตนเองไว้ และหาทางฉกครีมจากโรงเรียนอื่นมาอยู่ในโรงเรียนตน ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ได้ชื่อว่า โรงเรียนนี้มีแต่เด็กเก่งจ้า "ถ้ามีลูกก็เตรียมตัวมีหนี้ได้เลย" บทสัมภาษณ์พระอาจารย์สุรยุทธ์ ที่กำลังทำโครงการ Home School ที่บ้านดอยผาส้ม อ.สะเมิง (http://www.prachatai.com/05web/th/home/16091) สะท้อนทัศนะของพ่อแม่เกษตรกร ที่ฝากความหวังไว้กับการศึกษาว่าเป็นหนทางเดียวที่จะนำลูกหลายของตนให้พ้นจากภาวะความยากจนที่ไม่มีสิ้นสุด แต่ผลที่ได้คือ หนี้สินมหาศาลอันเกิดจากการลงทุนเพื่อการศึกษาของลูก แต่ถึงจะลงทุนไปแค่ไหน มีหรือจะสู้ลูกชนชั้นกลางอย่างลูกของพ่อ-แม่ที่กำลังใช้กำลังเงินที่มี มากกว่าผลักดันลูกให้ผ่านระบบการคัดเลือกที่นับวันจะเข้มข้นขึ้นทุกที สุดท้าย ลูกหลานของพวกเขาแค่เปลี่ยนจากเกษตรกรยากจนไปเป็นแรงงานคอปกน้ำเงินที่จนเสียยิ่งกว่าพ่อและแม่ เพราะไม่มีฐานทรัพยากรธรรมชาติใดๆ ให้พึ่งพิงอีก ทั้งยังต้องแบกรับภาระของการตะเกียกตะกายไปเป็นชนชั้นกลางหรือความพยายามที่จะเป็นชนชั้นกลางที่ยืนได้ด้วยการบริโภค (ควิกแคช, พาวเวอร์บาย และเฟิร์สต์ช้อยส์ เป็นพยาน) ฉันสะเทือนใจอย่างบอกไม่ถูกทีเดียวที่ต้องเดินผ่าน สบตา กับคนเหล่านี้ในคาร์ฟูร์ ในโลตัส กับรถเข็นที่เพียบไปด้วยนมวัวแกลลอนยักษ์ สะเทือนใจเพราะไม่รู้ว่าเราทุกคนที่สังกัดอยู่ในสังคมแบบนี้กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยอะไร เด็กวัยรุ่น และพ่อแม่ของเขาที่แทบจะไม่มีเรื่องอะไรคุยกัน นอกจากทำอย่างไรให้ลูกได้เข้ามหาวิทยาลัย สะเทือนใจยิ่งกว่านั้นคือ พวกเขาเหล่านั้นไม่มีใครคิดอะไรเลย พวกเขาแค่เดินเข็นรถช็อปปิ้งทุกๆ วันอาทิตย์ที่ดิสเคานต์สโตร์เพื่อหาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จะทำให้ชีวิตของพวกเขามีคุณภาพมากขึ้นอย่างสบายใจ (และราคาถูก) และไม่มีใครถามเลยว่า ทำไมเราต้องสมยอมกับสิ่งเหล่านี้ พวกเขาไม่อาจเห็นอะไรได้อีก นอกจากเชื่อมั่นใน "สิ่งที่ดีกว่า" ที่รออยู่ข้างหน้า ลึกลงไปกว่านั้น พวกเขาอาจจะรู้ว่า หากพวกเขาเริ่มตั้งคำถาม เขาจะไปไม่ถึง

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คารมคมหอก

อืมม คนที่เขาค้าขายทำธุรกิจอยู่ดีๆก้อหาว่าผิดอย่างนั้นอย่างนี้ แต่คนที่ซื้อรถเมล์ที่แพงเกินจริงเป็นสิบเท่ากลับไม่มีหมาตัวไหนไปว่าอะไรเลยบัดซบดีว่ะเหี้ย

ก.ล.ต.แฉกลางศาลฎีกา "แม้ว-อ้อ"ตั้งกองทุนลับ"ซีเนตรา ทรัสต์" ผ่องถ่ายกำไรหุ้นชินคอร์ป-เอสซี แอสเซทฯ

ก.ล.ต.เบิกความต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง"ทักษิณ-พจมาน"จัดตั้งกองทุนลับ "ซีเนตรา ทรัสต์"ถือหุ้น"วินมาร์ค"ผ่านบลู ไดมอนด์" ก่อนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเอว๊ แอสเสท 1,500 ล้าน เป็นบริษัทคู่แฝด แอมเพิลริช ใช้เป็น"นอมินี"ถือหุ้นชินคอร์ป

องค์กรตรวจสอบที่ ลิ่วล้อแม้วชอบ

คืออันไหนหล่ะ

กกต ยุค วาสนา ที่โดนคดีเป็นว่าเล่นหรือปล่าว

หรือศาลที่ ตัดสินแม้วไม่ผิด

อัยการที่ไม่สั่งฟ้องคดีแม้ว โคตรแม่มึงไงล่ะที่ตัดสินให้ทักษิณผิดไอ้เหี้ย

ตุลาการรัฐธรรมนูญซุกหุ้น 1 บางคนที่ตอนหลังสารภาพว่า มีการติดสินบน เพื่อให้แม้วหลุด

หรือ กรณีถุงขนม สองล้านที่ ทนายแม้วเอาไปติดสินบน

อันพวกนี้ เป็นส่วนที่ดีใช่ไหม

พวกฟาย ๆ

ลิ่วล้อแม้วคงไม่ค่อยมาเข้ากระทู้นี้หลอก

รับความจริงไม่ได้ว่าบิดา ซุกเงินจริง แล้วโคตรพ่อมึงที่ไปปฏิวัติน่ะประชาชนชอบนักนี่ไอ้หน้าหี

พรุ่งนี้ตื่นมา

ก็จะเพ้อต่อ แม้วโดนใส่ร้าย เพราะคนชอบใส่ร้ายอย่างพวกนี้งัยทุกวันนี้เลยมีแต่พันธ์ห้อยคอยโกงบ้านเมือง

ทุกคนที่ให้ข้อมูลในทางร้ายกับแม้วผิดหมด

ตปท ที่รายงานมา โกหกทุกประเทศ

แม้วถูกทุกอย่าง

เอ้า ฟายกันเข้าไป

ก๊าก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

หัวเราะทำเหี้ยไรมิทราบ โคตรแม่มึงตายห่าหรือไง

ณ : DrKon Post : 394 ครั้ง
วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 23:23:53 น. 58.9.143.XXX

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

หนังสือพิมพ์เสื้อแดง

จากการสำรวจเว้บไซ้ต์หนังสือพิมพ์ นอกจากมติชนและบางกอกทูเดย์แล้ว นอกนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสื่อลวงบัดซบขาดจรรยาบรรณกันทั้งนั้น ความจริงมันคืออะไรก้อได้มีการเปิดเผยกันออกมาหมดแล้ว แต่พวกแม่งก้อยังช่วยกันปกปิดบิดเบือน เพื่อแลกกับผลประโยชน์ต่างๆนาๆ อุบาทว์มากที่สุดก้อคือคมชัดลึก มันเป็นหนังสือพิมพ์ที่เต็มไปด้วยการใส่ร้ายอย่างทุเรศ นั่งเทียนแล้วก้อแต่งเรื่องขึ้นมาเอง โดยลืมไปว่าประวัติของบริษัทเนชั่นมันก้อหากินมากับการคดโกงตั้งแต่แรกอยู่แล้ว โดยเฉพาะไอ้หัวล้านหยุ่น ไอ้หน้าหีนี่แม่งโคตรเลวสุดๆ ลองดูพวกสัตว์เหลือง พวกมันก้อใช่ว่าจะปลาบปลื้มกับสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ เพียงแต่คนพวกนี้เป็นประเภทเห็นแก่ตัวไม่สนใจว่าสังคมจะเป็นยังไง หรือต่อให้พวกมันลำบากยังไง พวกมันก้อจะไม่ยอมหาสาเหตุของปัญหาแต่จะโทษทักษิณนั่นเป็นสาเหตุของปัญหา เพราะมันง่ายดี เหี้ยแล้วทักษิณก้อไม่อยู่แล้วมันก้อยังไล่ทักษิณอยู่นั่นแหล่ะ สัตว์เหลืองมันเลยเป็นพวกอีเดียตด้วยประการฉะนี้ พวกเหี้ยพวกนี้มันคิดอะไรเองเป็นซ่ะที่ไหน ไอ้ที่เอามาลงในเว้บก้อมีแต่ลอกเขามาทั้งนั้น กับคนโง่ๆแบบนี้ไม่ต้องไปทำห่าอะไรกับมันหรอกต้องปล่อยให้มันรู้ตัวเอง จะไปสอนโคตรแม่มันเหรือ ไม่มีทาง

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คนคลั่งชาติไม่ต่างอะไรกับฆาตกรโรคจิต

พฤติกรรมของกลุ่มผู้คลั่งชาติ ที่ลวงโลกว่าตัวเองนั้นรักชาติและจงรักภักดีสุดๆ อันที่จริงพวกแม่งไม่เคยทำประโยชน์ห่าอะไรให้ประเทศชาติเลยสักนิด สิ่งที่พวกมันถนัดที่สุดก้อคือการฆ่าคนแล้วลากศพเปลือยเอาไปข่มขืนกลางสนามหลวงนั่นต่างหากคือสิ่งที่พวกมันปราถนา เบื้งลึกในจิตใจพวกมันเรียกร้องอยากจะฆ่าคน อยากเอาศพมาแขวนคอ อยากข่มทารุณศพด้วยวิธีการวิปริตนานาชนิด

สิ่งที่พวกเสื้อเหลืองพ่นออกมาล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องโกหกห่างไกลกับความเป็นจริง แต่คนพวกนี้อาจจะไม่ต้องการมวลชนแต่อาจจะต้องการจุดประเด็นให้ทหารออกมาปฏิวัติเสียล่ะมากกว่าแล้วก็สหรัฐอเมริกาที่ชอบอ้างการกป้องประชาธิปไตยเพื่อเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น อยากรู้ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ที่มาจากการปฏิวัติทำไมอเมริกาไม่ยอมทำห่าอะไรเลย อืมมม

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อภิสิทธิ์มาจากการเลือกตั้งจริงหรือ???

ถ้าอภิสิทธิ์จะอ้างตัวว่ามาจากการเลือกตั้งได้ก้อต่อเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเลือกพรรคประชาธิปัตแต่ความจริงแล้วก้อคือประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคเพื่อไทย การที่อภิสิทธิ์บอกว่ามันมาจากการเลือกตั้ง เป็นเรื่องโกหกหนึ่งในหลายพันเรื่องที่มันโกหกผ่านสื่อหลักกระแสลวง เมื่อรวมกับผลงานการโกงกินอย่างตะกละตะกลาม สิ่งเดียวที่อภิสิทธิ์จะทำเพื่อประเทศไทยได้นั่นก้อคือ รีบๆไปตายห่าแม่งยกครัวเลยนั่นแหล่ะไอ้สัตว์นรก

ของขวัญปัญญาอ่อน


ลองดูว่าจะมีการแลกของขวัญปลอมๆใน Facebook ก้อสงสัยว่าแค่ของปลอมๆก้อสามารถทำให้คนเสียเงินจริงๆได้เหมือนกัน อืมมม เปรียบเทียบเหมือนเผด็จการที่กินไม่ได้ กับประชาธิปไตยที่กินได้ ประชาธิปไตยที่กินได้อาจจะไม่ถูกใจพวกเจ้ายศเจ้าอย่าง ไม่ถูกใจข้าราชการเช้าชามเย็นชาม ไม่ถูกใจพ่อค้ายาบ้า ไม่ถูกใจเจ้ามือหวยเถื่อน แต่ทักษิณพิสูจน์แล้วว่าทำได้ดีทุกด้าน ไม่เชื่อลองเทียบกับประเทศไทยยุคนี้ก้อได้ที่แม้แต่ศีลธรรมยังตกต่ำ ผู้คนฆ่ากันจนกลายเป็นลานประหารไปแล้ว ประชาธิปัตธิ์มีไร แค่สัญญาว่าจะไม่โกงมันยังโกหกเลย สรุปว่ามันทำประโยชน์อะไรให้ชาติมั่ง พวกเสื้อเหลืองที่ตาสว่างกลับตัวกลับใจก้อเยอะ ทำเป็นซ่าคิดจะกูชาติ ที่แท้กลายเป็นเครื่องมือของพวกผู้ก่อการร้ายสากลไปเสียชิบ

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ลัทธิอุบาทว์

นึกถึงลัทธิคลั่งชาติซึ่งมันทำให้คนขาดสติจนเป็นบ้าได้จริงๆ ซึ่งถ้าคนไทยอยากทำอะไรเพื่อชาติจริงๆ ยังมีอีกหลายวิธี เช่น ปฏิบัติตามกฏจราจร ซึ่งแค่นี้ก้อช่วยลดการสูญเสียชีวิตได้มากแล้ว แต่การทำความดีแต่ปาก มันเป็นธรรมชาติของคนไทยอยู่แล้วอ่ะน่ะ ถ้าจะคิดจะปกป้องชาติ เราสามารถทำได้โดยการลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ลดการสร้างพลเมืองที่ด้อยคุณภาพ กะลังจะบอกว่าประเทศไทยมีปัญหามากเกี่ยวกับคุณภาพของประชากร มีแต่ปริมาณแต่อ่อนด้อยในเรื่องคุณภาพอ่ะน่ะ ไม่ว่าจะเป็นในด้านความรู้ การเสียสละ ความซื่อสัตย์ ความขยัน

ประเทศที่นักเรียนวันๆเอาแต่ซิ่งมอเตอร์ไซค์ไปมาทั้งวัน ประเทศทียังมีควายหลงเชื่อว่าเผด็จการคือความถูกต้อง อันที่จริงไม่มีใครว่าเผด็จการมันดีหรอก แต่ทักสินมันก้อไม่เอาแล้วมันจะเอาอะไรกันแน่อ่ะน่ะ ซึ่งในที่สุดเราก้อได้รู้เป้าหมายของพวกเหี้ยเสื้อเหลืองแล้วว่าทำไมมันต้องการล้มทักสินก้อเพื่อมันจะได้มาโกงกินประเทศยังไงล่ะ ทักสินอยู่พวกมันก้อหมดโอกาสโกงกิน หมดโอกาสค้ายาบ้า หมดโอกาสขายหวยเถื่อน คนที่เกลียดทักสินทุกวันนี้มีแต่พวกที่หูหนวกตาบอดไม่รับรู้ความจริงของสังคมเท่านั้นล่ะน่ะ


ถ้าถึงขั้นที่ว่าเงินเดือนผู้ใหญ่บ้าน เงินเบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุ ไม่มีล่ะก้อ มันเข้าขั้นไอซยูแล้วอ่ะน่ะ บ้ากันเข้าไปไอ้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ทำให้คนเดือดร้อนกันเยอะๆ ไอ้พวกเสื้อเหลืองมันจะได้รู้จักเข็ดหลาบกันเสียที

kingdom of death

คงจะหายสงสัยกันไปแล้วว่า ทำไมเขมรในอดีตถึงได้ฆ่ากันตายครึ่งประเทศ ห้าล้านศพในยุคของ killing field ทั้งหมดก้อเพราะการไม่ยอมรับเสียงข้างมาก ดึงดันจะใช้ระบอบเผด็จการมาปกครองชนเผ่าที่หัวแข็ง อืมมม การที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง การยุบพรรคฝ่ายตรงข้าม จับกุมเฉพาะคนที่คิดต่าง ใส่ร้ายป้ายสี ทำระยำตำบอนโดยไม่สนใจความเป็นอยู่ของประชาชน นี่มันก้อสภาพของเขมรในอดีตจั้ดๆ

ถ้าทักษิณโกง ต้องใช้สื่อต่างๆเพื่อแสดงให้คนเห็นว่าโกงยังไง แล้วให้ประชาชนตัดสิน ปัญหาเกิดมาจากการที่ฝ่ายเสื้อเหลืองใส่ร้ายทักษิณมากมาย ซึ่งปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าใส่ร้ายทักสิณแบบล้วนๆ ทีนี้พอวิธีการใส่ร้ายไม่ได้ผล ปชป แพ้เลือกตั้งซ้ำซากเพราะผลงานหมาไม่แดก ฝ่ายทหารจึงหาเรื่องปฏิวัติ พอปฏิวัติเสร้จยังเสือกมาฆ่าคนในช่วงสงกรานต์เลือด จนตอนนี้ทหารโดนโจรใต้ฆ่าตายจะมีแต่คนสมน้ำหน้าทหาร

ส่วนผลงานอันบรรเจิดของอภิสิทธิ์คือการสอนให้คนไทยร้องเพลงชาติเป็น....

การแก้ปัญหาคอรัปชั่น

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาคนที่จิตใจดี เสียสละ มีอุดมการณ์ การโกงเป็นธรรมชาติของคนอยู่แล้ว การห้ามคนไม่ให้โกง ยากพอๆกับห้ามไม่ให้คนเอากัน ดังนั้นในเมื่อโกงกันทุกคน ก้อต้องเอาคนที่โกงน้อยแต่ทำงานเก่งมาทำงาน ดีกว่าคนโกงมากแต่ทำงานไม่เป็

คนพากันบ่นว่านักการเมืองทำไมชอบโกงกันจัง แต่มองสภาพสังคม คนเรามันก้อเห็นแก่ตัว มักมาก ละโมบ ใส่ร้ายป้ายสีกันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ความยุติธรรมมันมีอ่ะน่ะ เพียงแต่ทุกคนเวลาทำชั่วอะไรไว้มักจะลืม พอตัวเองเจอเรื่องร้ายๆก้อจะโทษว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ทุกคนก้อล้วนอยากให้ตัวเองได้รับสิ่งที่ดี อยากได้รับสิ่งที่ดีก้อต้องดีกว่าคนอื่น แต่การที่ดีกว่าคนอื่นไม่ได้หมายถึงเฉพาะการมีเงินมากกว่าคนอื่น ยังมีอะไรมากกว่านั้นอ่ะน่ะ เพิ่งกลับมาเขียนหลังจากทำงาน ไม่รู้จะบ่นล่ะไร มั่วๆอ่ะน่ะ