วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Viva Democratic


รูป Tomas Munita for The New York Times

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศชิลี คนอายุระหว่าง 18-29 ปีไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งไม่ถึง10 % ซึ่งปรากฏการณ์แบบนี้เราจะใช้สามารถอธิบายความคิดของพวกเหี้ยเหลืองได้ว่า ทำไมพวกเหี้ยเหลืองถึงได้ไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งจะสามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ จึงไปเชื่อเผด็จการที่ยังไงก้อไม่น่าจะดีกว่าอ่ะน่ะ อันที่จริงกลุ่มนักศึกษาของชิลีเองก้อมีประวัติในการใช้ ความรุนแรงในการประท้วงขับไล่รัฐบาลมาแล้ว บางทีก้อนัดกันมาแก้ผ้าประท้วงก้อมีอ่ะ แต่การประท้วงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชิลีที่เกิดขึ้นโดยนักเรียน มีการบันทึกเอาไว้ในปี 2006 ที่เรียกว่า penguin revolution จำนวนตัวเลขแบบนี้มันเกือบจะเป็นว่ากลุ่ม Generation Y พร้อมใจกันคว่ำบาตรประท้วงเหี้ยอะไรสักอย่าง เพียงแต่ประกาศออกมาไม่ได้เท่านั้นเลยต้องแสดงออกมาผ่านวิธีนี้ สงสัยจะโดนตำรวจจับบ่อยเลยพากันเข็ดแล้วก้อแสร้งทำเฉยไปซ่ะงั้น ซึ่งมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากกลุ่มผู้ใหญ่ใน Generation X ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านหีผ่านควยมามากกว่า อืมมม การจะเรียกร้องให้เยาวชนมาเลือกตั้งมันก้อเหนื่อยเปล่า เหมือนกับการที่หนังสือพิมพ์ชอบเรียกร้องให้นักการเมืองเลิก โกงกิน แต่หนังสือพิมพ์เสือกไปรับจ้างนักการเมืองมาเขียนข่าวเสียเอง ใครไม่จ่ายเงินมันก้อใส่ร้าย ใครเสียเงินมันก้อยกย่องปานเทวดา หนังสือพิมพ์มันเก่งนักก้อมาลงเลือกตั้งแล้วบริหารงานประเทศเองเสียเลยเป็นงัย แต่ประเทศไทยเนี่ยโชคดีที่สุดในโลกที่มีเอแบคโพลล์คอยมาแต่งนิยายหลอกคนไทยไปวันๆ คนไทยมีความสุขมาเลยหลังจากที่โดนทหารปฏิวัติ การลงโทษแบบสองมาตรฐาน แถมด้วยคนทำงานไม่เป็น แต่ถึงกระนั้น คนไทยก้อยังมีความแฮปปี้ตลอดปีตลอดชาติ

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การสืบพันธ์ของสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ


กูกะลังนึกๆอยู่ว่า การสมสู่ร่วมเพศระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการสาว หรือข้าราชการเฒ่ากับเด็กฝึกงานสาว มันคล้ายๆกับพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ เพราะว่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในสปีชี่ต่ำๆ ยิ่งต่ำมากเท่าไหร่มันก้อจะยิ่งสืบพันธ์มากขึ้นเท่านั้น เหมือนพวกหนอนพยาธิ ตามลำไส้ที่ทั้งชีวิตเอาแต่สืบพันธ์ ร่างกายของพวกมันอาจจะดูคล้ายมนุษย์ แต่จิตใจของพวกมันเป็นเดรัจฉานพันธุ์ไหนก้อไม่รู้แบบว่าบ่นแบบนี้ตามประสาคนที่กะลังหาคู่เย็ดในช่วงปีใหม่ไม่ได้อ่ะน่ะ ปีใหม่นี้ก้อเอาแต่ดาว์นโหลดเพลงเอามาเปิดในปาร์ตี้ ซีดีแผ่นละ พันสองร้อยเยน เราโหลไม่กี่ชั่วโมงก้อได้มาครบเลย แสดงความชื่นชอบศิลปินด้วยการฟังเพลงฟรี อืมมม คนเราถ้าทำงานแล้วยังมีเวลาไปปาร์ตี้เนี่ย ถือว่าโชคดีมากแล้ว แต่คนบางจำพวกมีเวลาว่างมากเพราะตกงานก้อมักจะมีแนวโน้มที่จำทำงานที่ผิดกฏหมายและผิดศีลธรรม อย่างเช่นการใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน อย่างช่วงนี้กูใช้เวลาเน้ตไปกับการโหลดโปรแกรมในตระกูลacrobat ซึ่งจำเป็นมากกับงานสำนักงาน แล้วก้อพยายามหาวิธีติดตั้งโดยไม่ต้องเสียเงิน ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิด แต่มันเป็นเหมือนเกมส์ เราไม่ได้ใช้ฟรีๆเพราะเราต้องลงทุนลงแรงไปกับการ crack serial ซึ่งมันก้อไม่ได้ง่ายไปกว่าการล้วงกระเป๋าเอาเงินไปซื้ออ่ะน่ะ อาจจะลำบากกว่าการเสียเงินซื้อเสียอีก อืมมม ว่ากันว่ายุคนี้เป็นยุคที่คนใช้โปรแกรม office เป็นอะไรที่ไม่ต่างจากไดโน โบมากๆเลยง่ะ ถ้าทำได้แค่นั้น คอมพิวเตอร์และก้อเครือข่ายยังมีอะไรให้น่าค้นหามากกว่าเรื่องเพศ สาเหตุหนึ่งที่กูไม่อยากเขียนบล้อกเพราะว่ามีแต่เหี้ยบ้ากามเข้ามาอ่านโดยไม่สนใจความรู้ที่เอาไปใช้ประโยชน์ได้จริง ถ้ามันโง่ขนาดนั้นก้อปล่อยให้มันโง่ไปแล้วกัน แล้วพวกมันก้อจะเอาแต่ปี้กันมีลูกหลานโง่ๆออกมายั้วเยี้ยในสังคม เป็นภาระให้สังคมต่อไป คนไร้คุณภาพที่ตกงานอยู่ตอนนี้ นอกจากไร้คุณภาพแล้วยังเสือกไม่มีเส้นสาย จ่ายไม่หนัก ก้อดีพวกแม่งจะได้เข้าใจคำว่าปากกัด ตีนถีบ หีดูดแบบกูอ่ะน่ะ ในโลกนี้ยังมีความชั่วร้ายอีกมากมายที่เราได้แต่มองตาปริบๆแล้วก้อปล่อยให้มันเกิดขึ้น สัตว์นรกบางจำพวกบอกว่าใครทำผิดต้องเอาไปประหารทั้งโคตร หนักแผ่นดินอะไรแบบนั้น โดยลืมไปว่าตัวมันเองนั่นแหล่ะน่ะที่ชิงหมาเกิด คนที่เข้าใจโลกก้อต้องอยู่ร่วมกับคนชั่วอย่างรู้เท่าทัน งานการเมืองที่กูเห็น น้อยคนเหลือเกินที่จะไม่โกงไม่แดก โอกาสที่จะเจอนักการเมืองแบบนั้น ก้อพอๆกับโอกาสที่จะเครื่องบินชนตาย รีบๆไปตายห่าซ่ะเถอะน่ะไอ้พวกเหี้ยเหลือง ใครอยากว่ากูก้อตามใจกูรำคาญกูก้อปิดบล้อกให้พวกแม่งแดกแห้วไปก้อแล้วกัน โดยเฉพาะกระทรวงหัวควยไอซีที แม่งสะเหร่อ งานที่ควรทำกลับไม่ทำ งานที่ไม่ควรทำเสือกทำ

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Sale Director




มีอยู่อาชีพหนึ่งที่ทำเงินได้มากมาย นั่นก้อคือการกินหัวคิวจากนักขายรายย่อย คือการรอเก็บค่าต๋งจากน้ำพักน้ำแรงของคนอื่น กะลังจะบอกว่าการขายสินค้าให้คนอื่นมันลำบากตรากตรำแต่ถ้าสามารถหาคนมาเหนื่อยแทนได้เมื่อไหร่ แบบนั้นกูจะบอกว่า รวยเงินล้านออนไลน์ชัวร์ๆโดยไม่จำเป็นต้องอบรมสัมมนาห่าเหวที่ไหนทั้งนั้น การได้เป็นเจ้าของกิจการที่ไม่ต้องจ่ายค่าแรงให้ กับลูกจ้างนั่นถือว่าเป็นความฝันของเจ้าของกิจการของทุกคน แต่ถ้าใครยังมัวแต่เป็นเบี้ยหาลูกค้า บ้าขายของให้คนอื่น มันจะ ต่างอะไรกับการเหนื่อยยากเพื่อหาเงินให้คนอื่นใช้ แต่ที่ยังมีควายหลงโง่อยู่เนี่ยก้อด้วยอำนาจของการโฆษณาชวนเชื่อโดยเอา คำว่ารวยมาล่อหลอก เหมือนการเอาเซ๊กซ์มาล่อให้สัตว์มันผสมพันธ์กันนั่นแหล่ะน่ะ มันเป็นอะไรที่น่าเวทนาปสมเพชยังไงก้อ ไม่รู้ จะทำห่าอะไรก้อตั้งสติ รู้จักการใช้เหตุใช้ผลบ้างก้อดีอ่ะน่ะ การทำให้คนอ่านรู้จักการคิดหาเหตุผลตามหลักตรรกวิทยามันเป็นวิธีเขียนบทความของอริยชนผู้เจริญแล้ว ไอ้ประเภทลอกข่าวหรือไม่ก้อบ้าบอกับหนัง เพลง ดารา หรือบ้ารวยออนไลน์ แบบนั้นแม่งไร้สาระว่ะ จะได้ไม่มีคนบ้าแบบไอ้บ้าที่ไหนก้อไม่รู้เข้ามาโวยวายใน ประวัติกูแล้วแม่งบ่นห่าเหวใหญ่เลย โดยไม่มีการบอกเหตุผลไม่มีที่มาไป ทำยังกับว่าโคตรแม่มันเพิ่งจะโดนแก้งค์วินมอไซรุม โทรมจนตายคาควยเลยต้องหาที่ระบายอารมณ์ยังงั้นแหล่ะ

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Google GeoEye












เทคโนโลยีที่ผนวกเข้ากับกูเกิ้ลแม็ปของญี่ปุ่นก้อคือ Google GeoEye มันจะเป็นภาพที่บันทึกจากกล้องทำให้สามารถ ดูถนนว่าเส้นทางที่เราจะไปจริงๆมันหน้าตายังไง แล้วก้อสามารถบันทึกได้ว่าเส้นทางการเดินทางจะผ่านภูมิประเทศแบบไหน มี ร้านค้าอะไรอยู่ข้างทางมั่ง สมมุติเรามาเริ่มต้นการเดินทาง ณ หอนาฬิกาซัปโป โร ถ้าเดินออกไปตามถนนก้อยังสามารถมอง ภาพในแบบ 360 องศาได้ด้วย มันจะเหมือนกับว่าเราไปเดินเที่ยวในสถานที่นั้นจริงๆง่ะ แต่หอนาฬิกามันไม่เข้ากันเลยกับ ตึกสูงๆที่ล้อมรอบอ่ะน่ะ แต่ลองมองดูตึกเก่าๆมันให้ความรู้สึกในแบบ Nostalgia เลยอ่ะน่ะ เหมือนจะเคยเป็นตึก สำหรับสอนการเกษตรในยุคบุกเบิกเกาะฮอกไกโด และเนื่องด้วยสภาพที่มีหิมะตกอยู่ตลอดไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน การมี หอนาฬิกาก้อช่วยให้รู้ว่ามันเป็นเวลาอะไร มันเหมือนกับเป็นไทม์แคปซูลเก็บเรื่องราวในอดีตมาบอกกับคนรุ่นหลังอ่ะน่ะ แต่ถ้า คนที่ไปเที่ยวเพียงเพื่อจะถ่ายรูปแล้วก้อกลับ โดยที่ไม่สนใจว่าที่นี่มันเคยเกิดเหตุการณ์อะไรมั่ง สุดท้ายมันก้อคงจะเป็นได้แค่ เศษไม้เก่าๆที่มาอยู่ผิดที่ผิดทางอ่ะน่ะ

ข้าราชการสองแบบ

ลองเปรียบเทียบข้าราชการสองแบบดูอ่ะน่ะ ข้าราชการสาวคนหนึ่งขยันทำงาน มาแต่เช้า หอบงานกลับไปดูด้วยระหว่างที่เดินทางกลับบ้าน เคร่งครัดตามระเบียบ คอยดูแลชี้แนะเวลาคนอื่นส่งงานที่ไม่ถูกต้องมาให้ ด้วยความที่เป็นคนขยันกลับทำให้มีคนรังเกียจด้วยคิดว่าคนที่ขยันนั้นเป็นคนจู้จี้ขี้บ่น ไม่ยอมผ่านงานให้ง่าย หลังจากข้าราชการที่ขยันคนนั้นย้ายกลับไปอยู่ภูมิลำเนา สำนักงานก้อกลายเป็นนรกเพราะข้าราชการคนใหม่ที่มาเป็นอีแก่ที่ขี้เกียจยิ่งกว่าควายนอนปลัก มาทำงานก้อเลยเที่ยง งานก้อไม่ทำ เวลาจะผ่านงานอะไรก้อต้องมีการติดสแตมป์เรียกค่าทำเอกสาร ถ้าใครไม่ยอมง่าย เอกสารก้อจะค้างอยู่อย่างนั้น อีแก่นี่มันยังปากร้ายปานว่าหนอนเจาะปากมันยังไงยังงั้น ทุกคนต่างเอือมระอามัน แต่กลับไม่มีใครไปด่ามันเลยเพราะว่ามันเลวเกินกว่าที่ใครจะไปแลกด้วยได้ แล้วทุกคนต่างก้อบ่นเสียดายข้าราชการสาวรายนั้นแต่มันก้อสายไปแล้วนิอ่ะน่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เลือกข้างเลือกสี



ถ้ามึงเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกข้าง เลือกสีอ่ะน่ะ บางครั้งคนมันก้อสับสนประสาทแดกได้เหมือนกัน คือว่ากูไปเลือกซื้อรองเท้าเนี่ย จะเลือกสีดำหรือสีน้ำตาลดี ขนาดจะซื้อรองเท้ายังคิดหนักอ่ะน่ะ หลังๆมีคนเข้ามาแสดงความเห็นหลายครั้ง ก้อไม่ต้องมาเกลี้ยกล่อม หรือข่มขู่อะไรกูทั้งนั้นอ่ะน่ะ กูอ่ะจะทำอะไรก้อมีจุดยืนคือส้นตีนเสมอน่ะแหล่ะ ไม่หนักหัวใครง่ะ ก้อกูกวนตีนอ่ะ ไม่มีไร ใครจะแสดงความเห็นก้อเชิญไม่ห้าม ประชาธิปไตยคือการแสดงความเห็นก่อนจะตัดสินด้วยคะแนนเสียงอ่ะน่ะ ไอ้ประเภทแสดงความเห็นขัดแย้งแล้วต้องตามลบตามล้าง อะไรแบบนั้นมันงี่เง่าไม่ใช่กูอ่ะ จัดพื้นที่ให้แสดงความเห็นมีห่าอะไรอยากเปิดจัยกะกูก้อเขียนมาไม่ต้องทำตัวเป็นอีแอบ

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

railwayboy1

พอดีคุณ railwayboy1 อีเมล์เข้ามาแบบงงๆ คือว่านานๆจะมีคนอีเมล์มาหาเพราะกูใช้อีเมล์ติดต่อกับคนเป็นซ่ะที่ไหน ไหนๆก้อมีอีเมล์มาก้อต้องตอบกลับผู้อ่านสักหน่อย คือคุณพี่ค่ะ ใจเย็นๆทานน้ำก่อน คือว่าจะเอาอะไรไปล้มเผด็จการ จำนวนคนที่มาชุมนุม คงจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดในแนวทางประชาธิปไตย เพราะกูเองก้อเคยผ่านประสบการณ์คนเสื้อแดงเป็นแสนๆ แต่สุดท้ายแสนสาหัส เพราะว่าทหารแม่งโผล่มา แม่งยิงกระเจิงตายห่าเป็นร้อยได้มั้ง


เสื้อแดงต้องสู้ด้วยความจริง กล้าบอกความจริงกับประชาชน แค่บอกว่ามีคนตายเนี่ย หนังสือพิมพ์ห่าเหวที่ไหนมันก้อยังไม่มีสักคำ แค่สงสัยมันยังไม่กล้าสงสัยเลย ไอ้พวกสื่อหลักเหี้ยๆ กูก้อไปอยู่ที่อื่นแล้ว และคง จะไม่ได้เข้าร่วมอีกแล้ว แต่ญาติพี่น้องกูก้อยังเข้าร่วมงานชุมนุมเรื่อยๆ พวกนั้นบอกว่าทักษิณทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่รัฐบาลนี้ทำเหี้ยไรมั่ง นอกจากปล่อยให้ยาบ้าครองเมืองจนพวกขี้ยาเอาเด็ก11 ขวบไปฆ่าข่มขืนสนองอารมณ์เสี้ยนยา


แม้ว่าจะมีคนบอกความจริงออกมาก้อใช่ว่าผู้คนทั่วไปจะรู้สึกสำนึกแต่อย่างใด เพราะว่าภัยอันตรายยังมาไม่ถึงตัว อีกทั้งในสมัย ไทยรักไทยครองเมือง ส.ส.ในสังกัดไทยรักไทยก้อทำเรื่องชั่วช้าระยำตำบอนไว้มากมาย แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของทักษิณกรุณาให้สมองเท่าเม็ดแตดแยกแยะดีชั่วด้วยแล้วกัน แต่ก่อนนี้อะไรก้อมีแต่เว้บผู้จัดการ มันสร้างนิยายเอาไว้เยอะ แต่ถ้ามีคน เสนอเรื่องอื่นที่มาค้าน คนจะได้มีข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ เพราะเราไม่สามารถหาคำตอบของสมมุติฐานจากความไม่รู้ได้ การจะหาคำตอบในเรื่องใดจึงจำเป็นต้องมีความรู้จากหลากหลายด้านมาช่วยในการอธิบายปรากฏการณ์ของสังคม


ทุกวันนี้คนที่ ยังงมงายกับเสื้อเหลืองก้อคือคนประเภทขี้เกียจคิด ขี้เกียจอ่าน ใครฟอร์เวิร์ดเมล์มาให้มันก้อเชื่อหมดนั่นแหล่ะ สมัยนี้กระเทยมันคุมไปทั้งซอยแล้วล่ะมั้ง เอาอย่างนี้ถ้าทักษิณทำผิดหรือทำระยำอะไรไว้ก้อตามแต่ ทักษิณจะต้องถูกลงโทษตามกระบวน การประชาธิปไตย นั่นก้อคือไม่ลงคะแนนเลือกตั้งให้ทักษิณ ง่ายๆแค่นี้ แต่นี่อะไร พวกเศษขยะสังคมที่รังเกียจทักษิณล้วนแล้ว แต่เป็นพวกสถุลรังเกียจการเลือกตั้งทั้งนั้น ยังมีหน้ามาอ้างประชาธิปไตยอีก ไอ้พวกถ่อยสถุล

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

underground warroom

จากกรณีที่มีคนปล่อยข่าวเกี่ยวกับการทุบหุ้นในเว้บประชาไท และคนที่แสดงความเห็นในเว้บประชาไทถูกจับยัดเข้าคุกไปไม่ ต่ำกว่าครึ่งโหลนั้น มันมีประเด็นให้พาดพิงถึงหลายอย่างอ่ะน่ะ อย่างเช่น ทำไมคนที่เข้าไปโพสต์ถึงยังไม่รู้ว่าประชาไท ตกลง กับตำรวจแล้วว่ายินดีที่จะขายข้อมูลให้กับตำรวจ ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่ทราบกันดี และทำไมประชาไทถึงไม่เขียนความจริงทั้งหมดว่า แม่งน่ะแหล่ะที่ขายข้อมูลให้ตำรวจแต่กับโกหกไปถึงเรื่องการsnippet อ้างว่าตำรวจตรวจจับได้เอง ถ้าตำรวจตรวจจับได้ เอง ป่านนี้เว้บต้องห้ามทั้งหลายคงจะโดนเก็บไปหมดแล้วล่ะมั้ง อืมมม การที่จะใช้อะไรก้อต้องมีการทดสอบก่อนใช่ไหม เราต้อง รู้ตั้งแต่ว่าเซิฟเวอร์ตั้งอยู่ในตึกหลังไหน ประเทศอะไร เจ้าของมีประวัติทำระยำกับลูกค้ามาแบบไหนมั่ง และประเทศนั้นๆมี พฤติกรรมคุกคามผู้ใช้เน้ตแบบไหน และมีเว้บอะไรมั่งที่ควรจะหลีกเลี่ยง คือของแบบนี้มันอาจจะลึกลับซับซ้อน แต่มันก้อเป็น อะไรที่น่าค้นหาอยู่ในที แต่คนทั่วไปไม่เข้าใจหรอกอ่ะน่ะ นึกถึงสี่ปีก่อน สมัยนั้นยังมีบล้อกให้เขียนไม่เยอะ บล้อก yahoo! 360 ตอนนั้นก้อเป็นแหล่งวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของพวกมุสลิมจากอิหร่าน ไม่ก้อมาเลเซีย อินโดนีเซีย พวกนี้จะเข้าไปเยอะ กูเองก้อเข้าไปทดลองดูก้อพบว่ามันไม่ขายข้อมูลลูกค้าจริงๆ ก้อเหตุผลที่ต้องลงรูปโป๊อะไรไปมันก้อเป็นการทดสอบการตัดสินใจ ของโมเดอเรเตอร์แบบหนึ่งอ่ะน่ะ แต่คนคงจะไม่เข้าใจอยู่ดี เรื่องการใช่เน้ตคนมองเป็นเรื่องเล่นๆทั้งที่มันเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อ ชีวิตแท้ๆอืมมม เมื่อไหร่จะฉลาดกันขึ้นมามั่งก้อไม่รู้ บางเว้บก้อใช้วิธีเลี่ยงปัญหาโดยการตั้งระบบสมาชิก เว้บบอร์ดใต้ดินยังไง ล่ะ โดยปกติพฤติกรรมของตำรวจจะหาเว้บจากกูเกิ้ล ซึ่งมันต้องรีบหาแบบลวกๆ ถ้ามันไปเจอเว้บที่ต้องมีรหัสผ่าน พวกมันก้อจะ ไม่เสียเวลาสมัครแต่จะผ่านเลยไปแทน เพราะกูก้อติดตามเหมือนกันว่าตำรวจไม่ชอบยุ่งกับเว้บใต้ดิน ก่อนหน้านี้ HI5 ไม่ปลอดภัย ขอเดาว่าต่อไป Facebook จะส่งคนเข้าคุกมั่งล่ะ

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ประวัติศาสตร์เปื้อนเลือด

มีการใส่ร้ายว่ากลุ่มเสื้อแดงสะสมอาวุธสงครามทั้งปืนและระเบิด โดยมีสื่อจัญไรมากมายช่วยกระพือข่าวที่ว่า พร้อมกับอ้างว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปราบปรามเสื้อแดง ทุกอย่างมันเป็นสเต็ปที่วางเอาไว้ให้ไอ้อภิสิทธิ์เดิน ขั้นแรกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี ขั้นที่สองหาว่าเสื้อแดงเป็นต่างด้าว ฝักใฝ่ต่างชาติ ขั้นที่สามกล่าวหาว่าสะสมอาวุธคิดจะล้มราชบัลลังค์ ขั้นที่สี่ฆ่าล้างโคตรให้เหี้ยน สุดท้ายกงล้อแห่งประวัติศาสตร์สยองก้อย้อนกลับมาเหมือนเช่นเดิม อย่างที่มันควรจะเป็น และสักวันก้อต้องเป็น ผู้คนจะล้มตายมากมาย......

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ทำนาแบบญี่ปุ่น


อันที่จริงข้าวที่ชาวนาญี่ปุ่นผลิตได้ก้อใช่ว่าจะมากมายอะไร แต่ญี่ปุ่นใช้นโยบายการปกป้องชาวนาในประเทศ ทำให้ราคาข้าวญี่ปุ่นยังมีราคาแพงระยับแต่ไม่ต้องเจอการแข่งขันของข้าวราคาถูกจากจีน ข้าวญี่ปุ่นตันละแปดหมื่นบาทเป็นข้าวเหนียวเมล็ดยาวแต่ของจีนข้าวหักๆได้ตันละหมื่นก้อหืดจับแล้วอ่ะน่ะ ก้อมีแต่คนจนๆอ่ะที่กินข้าวนำเข้าจากไทย ข้าวไทยแข็งมากคนกินไม่ได้แต่ติดฉลากว่าหอมมะลิเกรดเอพอโดนตีกลับก้อหาว่าโดนปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าโดยที่ไม่เห็นจับใครได้สักคน สันดานขี้โกงอีกแระ แต่ข้าวไทยเขาจะเอาไปทำโมจิอ่ะน่ะ ขนมจะออกมาไม่เหลว หรือไม่ก้อทำสาเก หรือนิฮอนชู อ่ะน่ะ

พรหมจรรย์นั้นสำคัญไฉน?

บทรำลึกพรหมจารีแห่งหญิง (บทความนี้ได้รับการเขียนลงในเว็บบล็อกของเดอะเนชั่นเป็นครั้งแรกวันที่ 8 มีนาคม ซึ่งเป็นวันสตรีสากล และมีผู้อ่านได้ขอให้แปลบทความนี้เป็นภาษาไทย จึงแปลและนำมาลงที่เว็บบล็อกภาษาไทยแห่งนี้) ลิงค์สู่บทความภาษาอังกฤษต้นฉบับ http://www.nationmultimedia.com/webblog/view_blog.php?uid=332&bid=2083 พรหมจรรย์นั้นสำคัญไฉน? วันสตรีสากล (8 มีนาคม) นั้นไม่ได้ทำให้ฉันนึกถึงว่าสิทธิสตรีของไทยเท่าเทียมกับบุรุษหรือไม่ แต่มันกลับทำให้คิดว่าผู้หญิงไทยรวมทั้งสังคมไทยได้ตระหนักหรือไม่ว่า สิทธิสตรีที่แท้จริงในเวลานี้ ซึ่งเป็นเวลาที่หญิงไทยบางคนมีรายได้มากกว่าผู้ชายในวัยเดียวกันนั้นคืออะไรกันแน่ คุณสุรยุทธ์ จุลลานนท์ นายกรัฐมนตรี ทำพิธีเปิดงานสตรีสากล และได้กล่าวว่าสิทธิของหญิงไทยในปัจจุบันนั้นได้รับการพัฒนาจนกระทั่งแทบไม่มีความแตกต่างจากผู้ชาย และมีผู้หญิงทำงานในหน่วยงานที่สำคัญๆของประเทศมากขึ้น ส่วนฉันคิดว่า สิทธิสตรีไทยที่แท้จริง (ซึ่งแทบจะไม่ได้รับการใส่ใจเลย) ก็คือ สิทธิที่จะ "เลือก" ในกิจกรรมทางเพศของตน ในรายการคมคนคิดทางช่อง 9 เมื่อเร็วๆนี้ มีนักเขียนชื่อดังที่เขียนหนังสือหลายเล่มที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก โดยใช้นามปากกว่า "คำผกา" หรือ "ฮิมิโกะ ณ เกียวโต" มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณระเบียบรัตน์ พงศ์พานิช อดีตสมาชิกวุฒิสภาผู้มีความอนุรักษ์นิยมอย่างยิ่งยวด ทั้งสองถกกันในหัวข้อว่า "รักในวัยเรียน" โดยส่วนตัวฉันไม่เห็นด้วยกับคำผกาในคำสัมภาษณ์บางช่วงบางตอนของเธอที่ลงในนิตยสารบางฉบับก่อนหน้านี้ (แต่ก็เห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่) คราวนี้เธอพูดตรงใจฉันอีกแล้ว คำผกากล่าวว่าเธอไม่เห็นด้วยที่ผู้ใหญ่จะบังคับวัยรุ่นโดยเฉพาะเพศหญิงในเรื่องเพศสัมพันธ์ เธอว่าสังคมไทยไม่เคยให้ข้อมูลที่เพียงพอแก่วัยรุ่นในเรื่องเพศ หรือไม่มีแม้แต่กิจกรรมที่เป็นทางเลือกอื่นๆนอกจากการไปห้างสรรพสินค้าหรือกิจกรรมกีฬา สิ่งที่คำผกาต้องการจะบอกคือหากผู้ใหญ่ซึ่งมักจะคิดว่าตนถูกเสมอ ให้ข้อมูลที่เพียงพอเกี่ยวกับผลกระทบที่ตามมาจากกิจกรรมทางเพศในวัยเรียนแล้ว วัยรุ่นก็ควรจะเป็นผู้ตัดสินด้วยตัวเองในเรื่องเพศ แต่คุณระเบียบรัตน์นั้นแสดงความเป็นกังวลอย่างยิ่งในการควบคุมกิจกรรมทางเพศของวัยรุ่น ทุกคนเห็นพ้องกันว่าการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยส่วนตัวแล้วฉันคิดว่าประเด็นเรื่องความปลอดภัยในเพศสัมพันธ์ ไม่ควรจะนำมารวมกับประเด็นเรื่องที่ว่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งควรจะถูกประนามว่า "แรด" หรือ "กระแดะ" หรือไม่หากว่าเธอมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน คุณระเบียบรัตน์ชี้ให้เห็นถึงความเสียหายที่เด็กวัยรุ่นอาจจะก่อขึ้นหากพวกเขามีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และยังแสดงความเป็นห่วงว่าสังคมไทยนั้นให้ความสนใจกับเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นน้อยลงทุกที ขณะที่คำผกานั้นให้ข้อคิดที่น่าสนใจยิ่ง คำผกาพูดว่าสังคมไทยควรจะให้โอกาสและยอมรับผู้หญิงว่าเป็นคนดี และน่านับถือได้ โดยที่พวกเธอสามารถอยู่ตรงกลางระหว่างหญิงสาวพรหมจรรย์ที่อนุรักษ์นิยม และนางแพศยาซึ่งมีเพศสัมพันธ์เร็วเกินไป หรือมีความสัมพันธ์กับหนุ่มมากหน้า คำถามก็คือหญิงไทยมีทางเลือกที่จะอยู่ตรงกลางหรือไม่ ฉันคิดว่าคำตอบคือยากมากถึงไม่มีเลย หญิงสาวคนหนึ่งควรจะปฏิเสธที่จะมีเพศสัมพันธ์กับแฟนหนุ่มของเธอ ไม่ใช่เพราะกลัวสายตาอันเข้มงวดของคุณระเบียบรัตน์ ไม่ใช่เพราะกลัวสังคมลงโทษ แต่การปฏิเสธของเธอควรจะเกิดจากความคิดที่ว่าแฟนหนุ่มของเธอนั้นไม่คู่ควรจะมีเพศสัมพันธ์กับเธอ เพราะว่าเขานั้นมีนิสัยสุดแสนจะแย่ และไม่น่าจะเป็นสามีที่ดีในอนาคตได้ ถ้าฉันมีลูกสาว ฉันจะสอนให้ลูกป้องกันตัวเองจากผู้ชาย "เลว" ด้วยการปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์กับเขา และฉันก็จะเน้นย้ำให้ลูกเห็นชัดๆว่าผู้ชายแบบไหนที่เราเรียกว่า "เลว" ก็เพียงเท่านี้เองที่คิดว่าควรจะบอกลูกในเรื่องนี้ คุณระเบียบรัตน์พยายามสอนเด็กสาวให้รักนวลสงวนตัว เธอก็เป็นตัวแทนคนรุ่นแม่ของเราที่ถูกครอบงำจากสังคมที่ชายเป็นใหญ่มานาน และสังคมนี้สอนให้ผู้หญิงบูชาพรหมจรรย์ เพื่อนร่วมงานของฉันคนหนึ่งบอกว่าคุณระเบียบรัตน์ได้ทรยศความเป็นสตรีนิยมในตัวของเธอเองด้วยการตอกย้ำถึงคุณค่าแห่งพรหมจรรย์หญิง ขณะที่คำผกาบอกว่าพรหมจรรย์นั้นไม่มีความหมายสำหรับเธอ โดยส่วนตัวแล้ว ฉันคิดว่าเราไม่ควรเอ่ยถึงคุณค่าของพรหมจรรย์เสียเลย มิฉะนั้น ผู้หญิงไทยก็ยังต้องตกอยู่ภายใต้การครอบงำจากคุณค่าที่กำหนดโดยเพศชายไปตลอดกาล ในความเป็นจริง ยังมีอีกหลายวิธีที่จะสอนลูกสาวของเราเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ที่ถูกต้อง แทนที่จะขู่พวกเธอโดยใช้คุณค่าเทียมๆจากเรื่องของพรหมจรรย์ เรื่องความบริสุทธิ์ของหญิงสาวนี้ยังทำให้เหยื่อการข่มขืนต้องทุกข์ทนทางจิตใจมากขึ้นไปอีก เพราะพวกเธอต้องรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงไม่ดีเสียแล้วหากปราศจากพรหมจรรย์ มีการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้หญิงไทยมีอัตราการถึงจุดสุดยอดต่ำ เพราะในขณะที่พวกเธอมีเพศสัมพันธ์กับคู่รักที่เป็นชาย จิตใต้สำนึกของเธอคิดว่าเธอกำลัง "เสีย" มากกว่า "ได้" ซึ่งเป็นคุณค่าที่พวกเธอโดนกรอกหูมาตั้งแต่เด็ก เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมในการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างหญิงและชายแม้แต่น้อย สิ่งที่ฉันต้องการเน้นก็คือ ผู้หญิงไทยคิดอย่างไรกับตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนว่าการกดขี่ทางเพศนั้นฝังรากลึกเพียงใดในใจพวกเธอ สำนวน "เสียตัว" นั้นก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงคุณค่าที่สังคมไทยให้แก่พรหมจรรย์หญิงเช่นกัน จะเป็นไปได้ไหม ถ้าหญิงไทยเพียงแต่ปล่อยใจให้มีความสุขโดยไม่ถูกกดขี่จากคุณค่าดังกล่าว (มีผู้อ่านที่เป็นชาวต่างชาติและมีภรรยาเป็นคนไทยขอร่วมแสดงความเห็นและต้องการให้ฉันเติมความเห็นของเขาลงไปในบทความฉบับภาษาไทยด้วย เขากล่าวว่า ในชีวิตของผู้ชายบางคน ไม่เคยรู้จักคำว่าสาวพรหมจรรย์เลย ฉันเชื่อว่าเขาเองก็ไม่ใส่ใจในเรื่องนี้เช่นกัน ในบล็อกภาษาอังกฤษมีผู้อ่านเข้ามาแสดงความเห็นหลายคน ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับบทความชิ้นนี้ ฉันเพียงหวังให้ผู้อ่านแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องที่ฉันนำเสนอ แล้วคุณก็จะเห็นแบบฉันว่าเรื่องสิทธิสตรีของไทยมิได้จำกัดอยู่แค่อาชีพการงานเท่านั้น) เราควรจะสอนวัยรุ่นให้มีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย พร้อมๆกันกับสอนให้เด็กสาวเข้าใจว่าพวกเธอมีคุณค่าอย่างไรแม้ไม่มีพรหมจรรย์แล้วก็ตาม

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ยิ่งเรียนยิ่งโง่

คุณแม่คนหนึ่งกำหลังหาโรงเรียนให้ลูกเรียนต่อชั้น ม.4 ก่อนจะเป็นคุณแม่ เธอเป็นเด็กสาวมาจากอำเภอเล็กๆ ไกลโพ้น เรียนหนังสือในโรงเรียนประจำเภอ ตามด้วยการเรียนในหลักสูตรอาชีวะศึกษา ได้ทำงานในตำแหน่งลูกจ้างประจำเล็กๆ ในหน่วยราชการเล็กๆ อีกเช่นกัน ก่อนจะแต่งงานกับสามีที่นักธุกิจขนาดย่อม ลูกชาย-หญิง เรียนในโรงเรียนเอกชนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด หากเราบังเอิญได้เห็นครอบครัวของเธอในห้างสรรพสินค้าสักแห่ง เธอและครอบครัวก็เหมือนกับครอบครัวชนชั้นกลางอีกหลายแสนหลายล้านครอบครัวในสังคมไทย คุณพ่อคนหนึ่งเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก มีบ้านหลายหลัง มีรถหลายคัน แต่ละเดือนมีเงินผ่านมือนับล้าน บ้าน รถ ล้วนติดจำนองที่ต้องผ่อนธนาคารและไฟแนนซ์ทุกเดือน ภรรยาเป็นข้าราชการที่มีเงินเดือนแค่พอค่าน้ำมันรถ ผลประโยชน์จากการรับราชการไม่ใช่เพื่อเงินเดือน แต่ด้วยความเชื่อว่าได้แอบอิงผลประโยชน์ทางสวัสดิการนานาที่มั่นคงกว่างานเอกชนและการรับประกันว่ารัฐบาลจะเลี้ยงดูในยามแก่เฒ่า สองครอบครัวนี้คงเดินห้างสรรพสินค้าเดียวกัน ช็อปปิ้งที่ดิสเคานต์สโตร์ขนาดใหญ่ห้างเดียวกันเพราะสามารถซื้อของได้ราคาถูกกว่า ทุกๆ เย็นวันอาทิตย์เรามักจะเห็นครอบครัวแบบนี้เดินเข็นรถเข็น ในรถของพวกเขาจะมีนมวัวแกลลอนใหญ่หลายแกลลอน มีน้ำยาปรับผ้านุ่มขวดยักษ์ (คนชนชั้นนี้หมกมุ่นอยู่กับความนุ่มและหอมอย่างแปลกประหลาด และรถยนต์ของพวกเขามักมีน้ำหอมรถยนต์ที่หอมเกินไป และอยู่ในขวดที่ดูตลกเกินไปด้วย) พวกเขามีแรงผลักดันอย่างไม่น่าเชื่อในความพยายามที่อยากมีลูกแข็งแรงและรูปร่างสูงใหญ่ (เหมือนฝรั่ง หรือ ญี่ปุ่นยุคหลังสงคราม อันได้ชื่อ เป็นประเทศพัฒนาแล้ว) พวกเขาไม่ลังเลที่จะจ่ายเงินหลักหมื่นสำหรับค่าอาหารเสริมของบริษัทขายตรงนานายี่ห้อ พวกเขาอาจซื้อแม้กระทั่งผงสีส้มในซองบรรจุกล่อง ราคากล่องละพันกว่าบาท ที่ชงในน้ำ แล้วกลายเป็นน้ำส้มที่เปี่ยมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ พวกเขาจะซื้อเพียงแค่เราบอกว่า ดื่มแล้วลูกของพวกเขาจะแข็งแรงกว่าคนอื่น เรียนเก่งกว่าคนอื่น โรงเรียนเอกชนชั้นดีนั้น นอกจากมีอาคารเรียนทันสมัย ห้องเรียนติดแอร์ มีห้องคอมพิวเตอร์ มีห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย มีการเปิดสอนหลักสูตร English Program อีกคุณสมบัติหนึ่งคือมีเปอร์เซ็นต์การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สูงสุด สูงอย่างเดียวไม่พอ คณะที่เด็กสอบได้มาก ต้องเป็นคณะยอดนิยมขวัญใจพ่อแม่ ชนชั้นกลาง เช่น แพทย์ วิศวะฯ ส่วนพ่อแม่ชนชั้นที่อยู่ข้างบนชนชั้นกลางขึ้นไปอยากให้ลูกเรียนอะไร?-อ๋อ-หากเป็นพ่อ-แม่ กลุ่มนั้น สมัยนี้ต้องส่งลูกไปเรียนแฟชั่นดีไซน์ที่เซ็นต์มาร์ติน สิคะ ถึงจะโก้ หรือไม่ก็ไปเรียน slow food กับครอบครัวในชนบท ของอิตาลี ประเดี๋ยวก็ได้กลับมาเปิดร้านเสื้อสวยๆ ออกแบบกระเป๋าเริ่ดๆ หรือมาเปิดร้านอาหารบรรยากาศแสนอบอุ่นและเป็นมิตร มีพาสต้าที่ทำเส้นเองมากับมือ มีมะเขือเทศที่แห้งด้วยแดดของทะเลใต้ ใช้เกลือจากฝรั่งเศส ขาหมูป่าจากสเปนที่กินเห็นทรัฟเฟิลเป็นอาหาร ฯลฯ ให้เพื่อนพ้อง น้องพี่ ผู้มีสตางค์ทั้งหลายได้มาอุดหนุน ช่วยหมุนเวียน เงินทองไปในหมู่คนกันเอง ส่วนคน "ไม่รวย" ที่อยากส้องเสพ สินค้า อาหารอย่างเดียวกับชนชั้นไฮโซ อยากตะเกียกตะกายหาเงินมาจ่าย มาซื้อ มาแดก บ้าง ก็ทำไงได้ ไม่ได้บังคับให้ใครมาซื้อ มากินสักหน่อย ส่วนพ่อแม่ ชนชั้นกลาง-กลาง ก็บ้าบอกับการพยายามกวดวิชาให้ลูกเรียนเป็นหมอ เป็นวิศวะ กันต่อไป เมื่อหลายโรงเรียนดังต้องการ "ร้อยละ" ของนักเรียนสอบติดของมหาวิทยาลัยของรัฐสูงสุด สิ่งที่ตามมาคือการคัดกรองเด็กจากชั้น ม.3 เข้าไปเรียนชั้น ม.4 อย่างชนิดที่ต้องใช้กระชอนตาถี่มากถึงมากที่สุดเพื่อให้ได้แต่สิ่งที่เรียกว่าเป็น "ครีม" เข้มข้น เมื่อได้ "ครีม" ไปเคี่ยว จึงไม่ต้องแปลกใจที่โรงเรียนดังๆ จะดังต่อไปด้วย เกียรติยศ เกียรติศักดิ์ที่เด็กครีมเหล่านี้สร้างให้กับโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นโอลิมปิกวิชการ และคะแนนสูงสุดติดอันดับประเทศ เมื่อต้องเผชิญกับคำถามที่ว่า โรงเรียนกำลังเลือกปฏิบัติ และมันช่างเห็นแก่ตัวที่โรงเรียนจะเลือกหัวกะทิไว้เคี่ยวแล้วโยนเศษหางกะทิไปให้โรงเรียนอื่นๆ ที่รับได้ จากนั้น ก็ฉกฉวยผลงาน แล้วบอกว่า "โรงเรียนชั้นสอนดี สอนเก่ง ครูมีทักษะยอดเยี่ยม ใครมาเรียนโรงเรียนนี้ก็ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ทั้งหมด" เมื่อต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาอันนี้ โรงเรียนจะบอกว่า โรงเรียนคัดเลือกนักเรียนตามความสามารถ เด็กที่ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกของโรงเรียนนั้น ทางโรงเรียนพิจารณาแล้วว่าอาจจะไม่เหมาะที่จะเรียนต่อสายสามัญ แต่น่าจะไปเรียนสายอาชีพมากกว่า คุณแม่กำลังหาโรงเรียนให้ลูกได้เรียนชั้น ม.4 เนื่องจากลูกไม่ใช่เด็ก "ครีม" จึงถูกคัดออก ขณะเดียวกัน ลูกก็ไม่ยอมหันไปเรียนสายอาชีพดังที่โรงเรียนแนะนำ ด้วยลูกเห็นว่าการเรียนสายอาชีพ อย่าง พานิชย์ อาชีวะ (อย่างที่แม่เรียน) นั้นมันเหมือนมีไว้สำหรับเด็กอีก...เอ่อ...อีกชนชั้นหนึ่ง (ลึกๆ แม่ก็คิดเช่นเดียวกัน จึงตะเกียกตะกายหาโรงเรียนต่อไป) แม่ตระเวนไปหาผู้บริหารโรงเรียนเพื่อจะ "ฝาก" จะให้จ่ายเท่าไหร่ก็พร้อมจะจ่าย แต่ใครๆ ก็รู้ว่า ในฤดูการสอบนั้นบรรดา ผอ. โรงเรียนดังต่างต้องจรลีหนีกองทัพผู้ปกครองเด็กฝากกันให้จ้าละหวั่นเป็นที่น่าเห็นใจยิ่งนัก ส่วนคุณพ่ออีกคน โชคดีที่ลูกเรียนเก่ง จึงเป็นหนึ่งในครีมที่โรงเรียนคัดไว้ แต่ ทางเลือกสำหรับเด็กเรียนดีกลับยุ่งและสิ้นเปลืองมากกว่าที่เราคิด นอกจากสอบเข้า ม.4 คุณพ่อยัง "เผื่อ" สำหรับโรงเรียนเตรียมทหาร เวลาบอกใครว่าลูกเรียนโรงเรียนนายร้อยฯ นี่คงโก้ชะมัด ค่าเรียนกวดวิชาเกือบแสน สำหรับเอาเด็กไปเข้าค่ายเตรียมตัวสอบ คุณพ่อจ่ายไป ค่าเทอมโรงเรียนที่ลูกสอบติดแล้ว จ่ายไปก่อน มัดจำเผื่อสอบเข้าที่อื่นไม่ติด อ้าว...มีคนบอกว่าโรงเรียนสองภาษาที่เปิดใหม่นั้นดีมาก ดีอย่างไร คำตอบคือ ปีที่แล้วเด็กโรงเรียนนี้สอบเข้า แพทย์ วิศวะฯ เภสัชฯ ติดทุกคน ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ที่ลูกสอบไม่ติด หูผึ่ง รีบเอาลูกไปสอบเข้าโรงเรียนใหม่ โรงเรียนเอกชนสองภาษาเปิดใหม่นี้อวดอ้างว่าเด็กที่เรียนโรงเรียนนี้ส่วนใหญ่ได้ไปเรียนเมืองนอกเมืองนากันทุกคน-จุดขายกับพ่อแม่ ชนชั้นกลาง-กลาง ที่ยังเห็น "เมืองนอก" ไม่ใช่แค่ต่างประเทศ แต่เป็นเสมือนเป้าหมายศักดิ์สิทธิ์บางอย่างสำหรับอนาคตลูกหลาน มาร์เก็ตติ้งอันนี้จึงโดนใจอย่างแรง ค่าเทอมเฉียดสี่หมื่น-อาจจะดูแพง แต่ยังถูกกว่าโรงเรียนอินเตอร์ แต่ดู อินเตอร์ เพราะครูบาอาจารย์ล้วนแต่เป็น "ฝรั่ง" แถมยังบอกว่าอีกหน่อยจะไดไปเมืองนอก คุณพ่อที่มีลูกเรียนเก่ง โดนโรงเรียนซื้อใจด้วยการบอกว่า ลูกคุณคะแนนดี จ่ายค่าเทอมแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ คุณพ่อหน้าบาน จ่ายค่าเทอมล่วงหน้าไปอีก (สรุปจ่ายค่าเทอมไปสองโรงเรียน บวกค่ากวดวิชาเฉียดแสนสำหรับอีกทางเลือกหนึ่งที่เผื่อเอาไว้) สรุปแล้ว คุณพ่อ และ คุณแม่ ระดับ กลาง-กลาง อันเป็นชนชั้นที่ว่ากันว่า ดำรงชีวิตได้ยากเหลือเกินนี้ เฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านจากมัธยมต้นไปมัธยมปลายของลูก 1 คน ต้องหาเงินกันมาซื้ออนาคตของลุกด้วยเงินหลักแสน และคงต้องจ่ายอีกหลายแสนในอนาคต ในทุกๆ กระบวนการการหารือว่าด้วยอนาคตของลูก และการศึกษษ ฉันยังไม่ได้ยินใครพูดคำว่า "ความรู้" เลยแม้แต่ครั้งเดียว ในทุกๆ ลมหายใจมีแต่คำว่า "เปอร์เซ็นต์ที่สอบติดมหาวิทยาลัย" หรือ "ถ้าเข้าโรงเรียนเตรียมทหารก็ไม่ต้องกังวลเรื่องสอบเอ็นทรานซ์ แถมไม่ต้องกังวลว่า จบออกมาแล้วจะหางานทำไม่ได้" ดังนั้น เป้าหมายในการเรียนทั้งหมด จึงเป็นไปเพื่อการ "วัดผล" เพื่อคัดเลือกคนเข้าสู่ตลาดที่ขับเคลื่อนโลกของเราในขณะนี้เท่านั้น ไม่มีอะไรซับซ้อนสักนิด เพราะฉะนั้น คำว่า "การศึกษา" จึงเป็นคำพูดชวนหัว และกระหทรวงศึกษาธิการน่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น "กระทรวงเพื่อการคัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัยและโอกาสในการเลือกงานที่หาเงินได้มากกว่าคนอื่นๆ" โรงเรียนคงต้องหานิยามใหม่ว่า มันไม่ใช่สถานการศึกษา แต่เป็นแหล่งฝึกฝนทักษะการทำข้อสอบให้นักเรียนผ่านกระบวนการวัดผลเพื่อคัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งทักษะนี้มีอีกหนึ่งธุรกิจที่เข้ามามีเอี่ยวด้วยนั่นคือ โรงเรียนกวดวิชา ที่ยิ่งเน้นการฝึกฝนทักษะชนิดนี้ให้แก่นักเรียนเป็นพิเศษ อย่างที่โรงเรียนไม่อาจทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการเก็งข้อสอบ การทำข้อสอบปรนัยให้ได้เร็วกว่าคนอื่น ทักษะการ เดาใจ และอ่านเกมจิตวิทยาของผู้ออกข้อสอบที่มักลวง และพรางเราให้ตกหลุมไปกาข้อที่ผิดอย่างไม่น่าให้อภัย ทั้งหมดนี้ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "ความรู้" ทั้งนี้ เพราะความรู้ถูกแยกสลายลงไปให้เหลือเพียง คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ ชีววิทยา ที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับอะไร และเกือบจะไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับชีวิตประจำวันที่คนทุกคนต้องปะทะกับสิ่งที่เป็น ทั้งคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ความสัมพันธ์ทางสังคม การใช้ภาษา ชีววิทยา โรงเรียนในสมัยนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับโรงพยาบาล เราเคยนึกถึงและมองสถาบันเหล่านี้ว่าเป็นแหล่งที่ปลอดซึ่งผลประโยชน์อย่างแท้จริง หมอย่อมรักษาคนไข้อย่างไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และเป้าหมายสูงสุดของทั้งการศึกษาและการรักษาพยาบาล ล้วนแต่เป็นเป้าหมายที่มุ่งมรรคผลในเชิงจริยธรรม ศีลธรรม และเพื่อผดุงความดีงาม และมนุษยธรรมในโลกของเรา ทว่า ต่อมาเราได้รู้ว่า ทั้งการรักษาพยาบาลและการศึกษา ต่างเป็นเพียงกลไกลและเครื่องมือหนึ่งของรัฐ การสาธารณสุขมีไว้เพื่อควบคุมร่างกายของพลเมือง ส่วนการศึกษานั้นถูกจัดขึ้นทั้งเพื่อผลิตแรงงานที่มีทักษะป้อนรัฐ ภาคธุรกิจ แล้วยังมีนัยของการกล่อมเกลา ควบคุมจิตใจ สำนึก ความคิด และอุดมการณ์ ทว่า ตอนนี้เราได้เห็นทั้งสถานพยาบาล และสถานการศึกษาสลัดเสื้อคลุมของนักศีลธรรม หน้าเนื้อใจเสือทิ้ง แล้วหันมาสวมสูท ยืดอก ประกาศตัวเป็นนักธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ โรงพยาบาลไม่กระมิดกระเมี้ยนที่จะขายโปรโมชั่นตรวจสุขภาพ และมีการจัดลำดับ "ดาว" ของโรงพยาบาล ที่บ่งบอกสถานภาพทางเศรษฐกิจของคนไข้ได้อย่างชัดเจน เพียงเอ่ยชื่อโรงพยาบาลที่คุณไปเข้ารับการรักษา ก็เท่ากับเป็นการประกาศตัวเลขเงินในธนาคารของคุณไปโดยปริยาย โรงพยาบาลไม่กระมิดกระเมี้ยนที่จะโฆษณา และบอกว่ายิ่งจ่ายมาก เราก็ยิ่งให้บริการมากเท่านั้น ยิ่งจ่ายมากเท่าไหร่ โอกาสหายจากโรคก็มีมากเท่านั้น ส่วนโรงเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนที่แข่งกันเปิด แข่งกันอินเตอร์ฯ แข่งกันสอนด้วยโปรแกรมภาษาอังกฤษ แข่งกันด้วยร้อยละของนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ต่างพากันขุดกลยุทธ์การขาย โปรโมชั่นเรียนฟรีสำหรับนักเรียนเรียนเก่งบางโรงเรียนให้พ่อ-แม่เซ็นสัญญาถือหุ้นกับโรงเรียนไว้เป็นหลักประกันหลายแสนบาท เพื่อค้ำประกันว่า หากคุณเอาลูกออกจากโรงเรียน คุณต้องสูญเงินค้ำประกัน โรงเรียนเก่าแก่พยายามรักษาสถานภาพของตนเองในท่ามกลางการแข่งขันที่ดุร้ายขึ้นทุกวัน ด้วยการคัดเฉพาะครีมของตนเองไว้ และหาทางฉกครีมจากโรงเรียนอื่นมาอยู่ในโรงเรียนตน ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ได้ชื่อว่า โรงเรียนนี้มีแต่เด็กเก่งจ้า "ถ้ามีลูกก็เตรียมตัวมีหนี้ได้เลย" บทสัมภาษณ์พระอาจารย์สุรยุทธ์ ที่กำลังทำโครงการ Home School ที่บ้านดอยผาส้ม อ.สะเมิง (http://www.prachatai.com/05web/th/home/16091) สะท้อนทัศนะของพ่อแม่เกษตรกร ที่ฝากความหวังไว้กับการศึกษาว่าเป็นหนทางเดียวที่จะนำลูกหลายของตนให้พ้นจากภาวะความยากจนที่ไม่มีสิ้นสุด แต่ผลที่ได้คือ หนี้สินมหาศาลอันเกิดจากการลงทุนเพื่อการศึกษาของลูก แต่ถึงจะลงทุนไปแค่ไหน มีหรือจะสู้ลูกชนชั้นกลางอย่างลูกของพ่อ-แม่ที่กำลังใช้กำลังเงินที่มี มากกว่าผลักดันลูกให้ผ่านระบบการคัดเลือกที่นับวันจะเข้มข้นขึ้นทุกที สุดท้าย ลูกหลานของพวกเขาแค่เปลี่ยนจากเกษตรกรยากจนไปเป็นแรงงานคอปกน้ำเงินที่จนเสียยิ่งกว่าพ่อและแม่ เพราะไม่มีฐานทรัพยากรธรรมชาติใดๆ ให้พึ่งพิงอีก ทั้งยังต้องแบกรับภาระของการตะเกียกตะกายไปเป็นชนชั้นกลางหรือความพยายามที่จะเป็นชนชั้นกลางที่ยืนได้ด้วยการบริโภค (ควิกแคช, พาวเวอร์บาย และเฟิร์สต์ช้อยส์ เป็นพยาน) ฉันสะเทือนใจอย่างบอกไม่ถูกทีเดียวที่ต้องเดินผ่าน สบตา กับคนเหล่านี้ในคาร์ฟูร์ ในโลตัส กับรถเข็นที่เพียบไปด้วยนมวัวแกลลอนยักษ์ สะเทือนใจเพราะไม่รู้ว่าเราทุกคนที่สังกัดอยู่ในสังคมแบบนี้กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยอะไร เด็กวัยรุ่น และพ่อแม่ของเขาที่แทบจะไม่มีเรื่องอะไรคุยกัน นอกจากทำอย่างไรให้ลูกได้เข้ามหาวิทยาลัย สะเทือนใจยิ่งกว่านั้นคือ พวกเขาเหล่านั้นไม่มีใครคิดอะไรเลย พวกเขาแค่เดินเข็นรถช็อปปิ้งทุกๆ วันอาทิตย์ที่ดิสเคานต์สโตร์เพื่อหาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จะทำให้ชีวิตของพวกเขามีคุณภาพมากขึ้นอย่างสบายใจ (และราคาถูก) และไม่มีใครถามเลยว่า ทำไมเราต้องสมยอมกับสิ่งเหล่านี้ พวกเขาไม่อาจเห็นอะไรได้อีก นอกจากเชื่อมั่นใน "สิ่งที่ดีกว่า" ที่รออยู่ข้างหน้า ลึกลงไปกว่านั้น พวกเขาอาจจะรู้ว่า หากพวกเขาเริ่มตั้งคำถาม เขาจะไปไม่ถึง

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คารมคมหอก

อืมม คนที่เขาค้าขายทำธุรกิจอยู่ดีๆก้อหาว่าผิดอย่างนั้นอย่างนี้ แต่คนที่ซื้อรถเมล์ที่แพงเกินจริงเป็นสิบเท่ากลับไม่มีหมาตัวไหนไปว่าอะไรเลยบัดซบดีว่ะเหี้ย

ก.ล.ต.แฉกลางศาลฎีกา "แม้ว-อ้อ"ตั้งกองทุนลับ"ซีเนตรา ทรัสต์" ผ่องถ่ายกำไรหุ้นชินคอร์ป-เอสซี แอสเซทฯ

ก.ล.ต.เบิกความต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง"ทักษิณ-พจมาน"จัดตั้งกองทุนลับ "ซีเนตรา ทรัสต์"ถือหุ้น"วินมาร์ค"ผ่านบลู ไดมอนด์" ก่อนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเอว๊ แอสเสท 1,500 ล้าน เป็นบริษัทคู่แฝด แอมเพิลริช ใช้เป็น"นอมินี"ถือหุ้นชินคอร์ป

องค์กรตรวจสอบที่ ลิ่วล้อแม้วชอบ

คืออันไหนหล่ะ

กกต ยุค วาสนา ที่โดนคดีเป็นว่าเล่นหรือปล่าว

หรือศาลที่ ตัดสินแม้วไม่ผิด

อัยการที่ไม่สั่งฟ้องคดีแม้ว โคตรแม่มึงไงล่ะที่ตัดสินให้ทักษิณผิดไอ้เหี้ย

ตุลาการรัฐธรรมนูญซุกหุ้น 1 บางคนที่ตอนหลังสารภาพว่า มีการติดสินบน เพื่อให้แม้วหลุด

หรือ กรณีถุงขนม สองล้านที่ ทนายแม้วเอาไปติดสินบน

อันพวกนี้ เป็นส่วนที่ดีใช่ไหม

พวกฟาย ๆ

ลิ่วล้อแม้วคงไม่ค่อยมาเข้ากระทู้นี้หลอก

รับความจริงไม่ได้ว่าบิดา ซุกเงินจริง แล้วโคตรพ่อมึงที่ไปปฏิวัติน่ะประชาชนชอบนักนี่ไอ้หน้าหี

พรุ่งนี้ตื่นมา

ก็จะเพ้อต่อ แม้วโดนใส่ร้าย เพราะคนชอบใส่ร้ายอย่างพวกนี้งัยทุกวันนี้เลยมีแต่พันธ์ห้อยคอยโกงบ้านเมือง

ทุกคนที่ให้ข้อมูลในทางร้ายกับแม้วผิดหมด

ตปท ที่รายงานมา โกหกทุกประเทศ

แม้วถูกทุกอย่าง

เอ้า ฟายกันเข้าไป

ก๊าก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

หัวเราะทำเหี้ยไรมิทราบ โคตรแม่มึงตายห่าหรือไง

ณ : DrKon Post : 394 ครั้ง
วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 23:23:53 น. 58.9.143.XXX

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

หนังสือพิมพ์เสื้อแดง

จากการสำรวจเว้บไซ้ต์หนังสือพิมพ์ นอกจากมติชนและบางกอกทูเดย์แล้ว นอกนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสื่อลวงบัดซบขาดจรรยาบรรณกันทั้งนั้น ความจริงมันคืออะไรก้อได้มีการเปิดเผยกันออกมาหมดแล้ว แต่พวกแม่งก้อยังช่วยกันปกปิดบิดเบือน เพื่อแลกกับผลประโยชน์ต่างๆนาๆ อุบาทว์มากที่สุดก้อคือคมชัดลึก มันเป็นหนังสือพิมพ์ที่เต็มไปด้วยการใส่ร้ายอย่างทุเรศ นั่งเทียนแล้วก้อแต่งเรื่องขึ้นมาเอง โดยลืมไปว่าประวัติของบริษัทเนชั่นมันก้อหากินมากับการคดโกงตั้งแต่แรกอยู่แล้ว โดยเฉพาะไอ้หัวล้านหยุ่น ไอ้หน้าหีนี่แม่งโคตรเลวสุดๆ ลองดูพวกสัตว์เหลือง พวกมันก้อใช่ว่าจะปลาบปลื้มกับสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ เพียงแต่คนพวกนี้เป็นประเภทเห็นแก่ตัวไม่สนใจว่าสังคมจะเป็นยังไง หรือต่อให้พวกมันลำบากยังไง พวกมันก้อจะไม่ยอมหาสาเหตุของปัญหาแต่จะโทษทักษิณนั่นเป็นสาเหตุของปัญหา เพราะมันง่ายดี เหี้ยแล้วทักษิณก้อไม่อยู่แล้วมันก้อยังไล่ทักษิณอยู่นั่นแหล่ะ สัตว์เหลืองมันเลยเป็นพวกอีเดียตด้วยประการฉะนี้ พวกเหี้ยพวกนี้มันคิดอะไรเองเป็นซ่ะที่ไหน ไอ้ที่เอามาลงในเว้บก้อมีแต่ลอกเขามาทั้งนั้น กับคนโง่ๆแบบนี้ไม่ต้องไปทำห่าอะไรกับมันหรอกต้องปล่อยให้มันรู้ตัวเอง จะไปสอนโคตรแม่มันเหรือ ไม่มีทาง

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คนคลั่งชาติไม่ต่างอะไรกับฆาตกรโรคจิต

พฤติกรรมของกลุ่มผู้คลั่งชาติ ที่ลวงโลกว่าตัวเองนั้นรักชาติและจงรักภักดีสุดๆ อันที่จริงพวกแม่งไม่เคยทำประโยชน์ห่าอะไรให้ประเทศชาติเลยสักนิด สิ่งที่พวกมันถนัดที่สุดก้อคือการฆ่าคนแล้วลากศพเปลือยเอาไปข่มขืนกลางสนามหลวงนั่นต่างหากคือสิ่งที่พวกมันปราถนา เบื้งลึกในจิตใจพวกมันเรียกร้องอยากจะฆ่าคน อยากเอาศพมาแขวนคอ อยากข่มทารุณศพด้วยวิธีการวิปริตนานาชนิด

สิ่งที่พวกเสื้อเหลืองพ่นออกมาล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องโกหกห่างไกลกับความเป็นจริง แต่คนพวกนี้อาจจะไม่ต้องการมวลชนแต่อาจจะต้องการจุดประเด็นให้ทหารออกมาปฏิวัติเสียล่ะมากกว่าแล้วก็สหรัฐอเมริกาที่ชอบอ้างการกป้องประชาธิปไตยเพื่อเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น อยากรู้ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ที่มาจากการปฏิวัติทำไมอเมริกาไม่ยอมทำห่าอะไรเลย อืมมม

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อภิสิทธิ์มาจากการเลือกตั้งจริงหรือ???

ถ้าอภิสิทธิ์จะอ้างตัวว่ามาจากการเลือกตั้งได้ก้อต่อเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเลือกพรรคประชาธิปัตแต่ความจริงแล้วก้อคือประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคเพื่อไทย การที่อภิสิทธิ์บอกว่ามันมาจากการเลือกตั้ง เป็นเรื่องโกหกหนึ่งในหลายพันเรื่องที่มันโกหกผ่านสื่อหลักกระแสลวง เมื่อรวมกับผลงานการโกงกินอย่างตะกละตะกลาม สิ่งเดียวที่อภิสิทธิ์จะทำเพื่อประเทศไทยได้นั่นก้อคือ รีบๆไปตายห่าแม่งยกครัวเลยนั่นแหล่ะไอ้สัตว์นรก

ของขวัญปัญญาอ่อน


ลองดูว่าจะมีการแลกของขวัญปลอมๆใน Facebook ก้อสงสัยว่าแค่ของปลอมๆก้อสามารถทำให้คนเสียเงินจริงๆได้เหมือนกัน อืมมม เปรียบเทียบเหมือนเผด็จการที่กินไม่ได้ กับประชาธิปไตยที่กินได้ ประชาธิปไตยที่กินได้อาจจะไม่ถูกใจพวกเจ้ายศเจ้าอย่าง ไม่ถูกใจข้าราชการเช้าชามเย็นชาม ไม่ถูกใจพ่อค้ายาบ้า ไม่ถูกใจเจ้ามือหวยเถื่อน แต่ทักษิณพิสูจน์แล้วว่าทำได้ดีทุกด้าน ไม่เชื่อลองเทียบกับประเทศไทยยุคนี้ก้อได้ที่แม้แต่ศีลธรรมยังตกต่ำ ผู้คนฆ่ากันจนกลายเป็นลานประหารไปแล้ว ประชาธิปัตธิ์มีไร แค่สัญญาว่าจะไม่โกงมันยังโกหกเลย สรุปว่ามันทำประโยชน์อะไรให้ชาติมั่ง พวกเสื้อเหลืองที่ตาสว่างกลับตัวกลับใจก้อเยอะ ทำเป็นซ่าคิดจะกูชาติ ที่แท้กลายเป็นเครื่องมือของพวกผู้ก่อการร้ายสากลไปเสียชิบ

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ลัทธิอุบาทว์

นึกถึงลัทธิคลั่งชาติซึ่งมันทำให้คนขาดสติจนเป็นบ้าได้จริงๆ ซึ่งถ้าคนไทยอยากทำอะไรเพื่อชาติจริงๆ ยังมีอีกหลายวิธี เช่น ปฏิบัติตามกฏจราจร ซึ่งแค่นี้ก้อช่วยลดการสูญเสียชีวิตได้มากแล้ว แต่การทำความดีแต่ปาก มันเป็นธรรมชาติของคนไทยอยู่แล้วอ่ะน่ะ ถ้าจะคิดจะปกป้องชาติ เราสามารถทำได้โดยการลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ลดการสร้างพลเมืองที่ด้อยคุณภาพ กะลังจะบอกว่าประเทศไทยมีปัญหามากเกี่ยวกับคุณภาพของประชากร มีแต่ปริมาณแต่อ่อนด้อยในเรื่องคุณภาพอ่ะน่ะ ไม่ว่าจะเป็นในด้านความรู้ การเสียสละ ความซื่อสัตย์ ความขยัน

ประเทศที่นักเรียนวันๆเอาแต่ซิ่งมอเตอร์ไซค์ไปมาทั้งวัน ประเทศทียังมีควายหลงเชื่อว่าเผด็จการคือความถูกต้อง อันที่จริงไม่มีใครว่าเผด็จการมันดีหรอก แต่ทักสินมันก้อไม่เอาแล้วมันจะเอาอะไรกันแน่อ่ะน่ะ ซึ่งในที่สุดเราก้อได้รู้เป้าหมายของพวกเหี้ยเสื้อเหลืองแล้วว่าทำไมมันต้องการล้มทักสินก้อเพื่อมันจะได้มาโกงกินประเทศยังไงล่ะ ทักสินอยู่พวกมันก้อหมดโอกาสโกงกิน หมดโอกาสค้ายาบ้า หมดโอกาสขายหวยเถื่อน คนที่เกลียดทักสินทุกวันนี้มีแต่พวกที่หูหนวกตาบอดไม่รับรู้ความจริงของสังคมเท่านั้นล่ะน่ะ


ถ้าถึงขั้นที่ว่าเงินเดือนผู้ใหญ่บ้าน เงินเบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุ ไม่มีล่ะก้อ มันเข้าขั้นไอซยูแล้วอ่ะน่ะ บ้ากันเข้าไปไอ้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ทำให้คนเดือดร้อนกันเยอะๆ ไอ้พวกเสื้อเหลืองมันจะได้รู้จักเข็ดหลาบกันเสียที

kingdom of death

คงจะหายสงสัยกันไปแล้วว่า ทำไมเขมรในอดีตถึงได้ฆ่ากันตายครึ่งประเทศ ห้าล้านศพในยุคของ killing field ทั้งหมดก้อเพราะการไม่ยอมรับเสียงข้างมาก ดึงดันจะใช้ระบอบเผด็จการมาปกครองชนเผ่าที่หัวแข็ง อืมมม การที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง การยุบพรรคฝ่ายตรงข้าม จับกุมเฉพาะคนที่คิดต่าง ใส่ร้ายป้ายสี ทำระยำตำบอนโดยไม่สนใจความเป็นอยู่ของประชาชน นี่มันก้อสภาพของเขมรในอดีตจั้ดๆ

ถ้าทักษิณโกง ต้องใช้สื่อต่างๆเพื่อแสดงให้คนเห็นว่าโกงยังไง แล้วให้ประชาชนตัดสิน ปัญหาเกิดมาจากการที่ฝ่ายเสื้อเหลืองใส่ร้ายทักษิณมากมาย ซึ่งปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าใส่ร้ายทักสิณแบบล้วนๆ ทีนี้พอวิธีการใส่ร้ายไม่ได้ผล ปชป แพ้เลือกตั้งซ้ำซากเพราะผลงานหมาไม่แดก ฝ่ายทหารจึงหาเรื่องปฏิวัติ พอปฏิวัติเสร้จยังเสือกมาฆ่าคนในช่วงสงกรานต์เลือด จนตอนนี้ทหารโดนโจรใต้ฆ่าตายจะมีแต่คนสมน้ำหน้าทหาร

ส่วนผลงานอันบรรเจิดของอภิสิทธิ์คือการสอนให้คนไทยร้องเพลงชาติเป็น....

การแก้ปัญหาคอรัปชั่น

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาคนที่จิตใจดี เสียสละ มีอุดมการณ์ การโกงเป็นธรรมชาติของคนอยู่แล้ว การห้ามคนไม่ให้โกง ยากพอๆกับห้ามไม่ให้คนเอากัน ดังนั้นในเมื่อโกงกันทุกคน ก้อต้องเอาคนที่โกงน้อยแต่ทำงานเก่งมาทำงาน ดีกว่าคนโกงมากแต่ทำงานไม่เป็

คนพากันบ่นว่านักการเมืองทำไมชอบโกงกันจัง แต่มองสภาพสังคม คนเรามันก้อเห็นแก่ตัว มักมาก ละโมบ ใส่ร้ายป้ายสีกันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ความยุติธรรมมันมีอ่ะน่ะ เพียงแต่ทุกคนเวลาทำชั่วอะไรไว้มักจะลืม พอตัวเองเจอเรื่องร้ายๆก้อจะโทษว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ทุกคนก้อล้วนอยากให้ตัวเองได้รับสิ่งที่ดี อยากได้รับสิ่งที่ดีก้อต้องดีกว่าคนอื่น แต่การที่ดีกว่าคนอื่นไม่ได้หมายถึงเฉพาะการมีเงินมากกว่าคนอื่น ยังมีอะไรมากกว่านั้นอ่ะน่ะ เพิ่งกลับมาเขียนหลังจากทำงาน ไม่รู้จะบ่นล่ะไร มั่วๆอ่ะน่ะ

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552

Dangerous Data


ข้อมูลเกี่ยวกับไอพีที่มากับอีเมล์กลายเป็นประเด็นให้คนเข้าคุกกันแบบง่ายๆเลยอ่ะน่ะ อีเมล์ไม่ได้มีไว้ส่งนั่นส่งนี่แบบไม่เข้าท่าอ่ะน่ะ โดยเฉพาะการกระจายออกไปในแบบสแปมซึ่งมันส่งผลร้ายทำให้คนส่งคลิปเสียงจำนวนมากเข้าคุกไปเรียบร้อยแล้ว อืมมม เพราะเหตุนี้มันเลยมีเว้บอัพโหลดไฟล์อ่ะน่ะ เว้บอัพโหลดไฟล์ในประเทศไทย เจ้าของเว้บก้อออกมาสารภาพว่าขายข้อมูลให้ตำรวจไปเรียบร้อยอีกแล้ว ก้อเข้าคุกกันไป พร้อมกับสมน้ำหน้าพวกหน้าโง่ไปตามระเบียบ ที่กูยังงงคือทุกวันนี้ยังมีคนกล้าใช้อีเมล์รับส่งข้อมูลกับมนุษย์ หรือกล้าใช้เว้บอัพโหลดไฟล์อีกอย่างนั้นเหรอ ทั้งที่ยุคนี้การทำผิดทางข้อมูลมีโทษที่รุนแรงกว่าการฆ่า ข่มขืน ปล้น ค้ายา กูเคยบอกบ่อยๆว่าบทลงโทษสำหรับคนโง่แล้วมักง่ายมันมีอยู่แล้ว จะใช้อะไรก้อต้องใช้ให้เป็น รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม มัวแต่ดูคลิป ฟังเว้บเพลง พวกแม่งเลยโง่เป้นควายกันซ่ะแบบนี้ ไม่รู้จะสงสารหรือสมน้ำหน้าดี ไอ้ที่ไม่เป้นข่าวน่ะอีกหลายสิบเลยอ่ะน่ะ

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

ผีเด็กญี่ปุ่น




คิตาซาว่า เคยเล่าให้ฟังถึงนักการเมืองรายหนึ่ง ที่มีรหัสว่า ราโอ นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลรายนี้มีประวัติในการชอบสมสู่กับข้าราชการหญิงสาวมากมาย เป็นเหมือนวัฒนธรรมการส่งส่วย นักการเมืองได้ระบายน้ำกาม ข้าราชการสาวได้ตำแหน่ง ได้เงิน ก่อนจะแก้ปัญหาคอรัปชั่น ถามว่า ท่านอิจฉานักการเมืองโคตรรวย บ้ากาม รายนี้ กับบรรดาหญิงสาวหน้าโง่ เติบโตแบบเต้าไต่หรือไม่ ???


ความชั่วมันจะมาในรูปแบบที่เราต้องการแบบนี้น่ะแหล่ะ ทุกคนถ้ามีโอกาสแบบนี้ก้อมักจะใหลไปตามๆกัน น้อยคนนักที่จะเอาชนะมันได้ พวกมือถือสากปากถือศีลก้อแยะ แค่อยากจะบอกว่าถ้าอยากจะเดินไปในเส้นทางสายเดียวกับกูก้อต้องคิดอะไรที่มันแปลกๆแบบนี้น่ะแหล่ะ ยอมรับความชั่วของตัวเองเพื่อเอาชนะมันอ่ะน่ะ การเป็นผู้แพ้บางครั้งมันก้อไม่ใช่ว่าเลวร้ายอะไร ปกติก้อจะเดินกลับบ้านคนเดียว ฟังเสียงรองเท้าของตัวเองมันก้อไม่เลวอ่ะน่ะ


เด็กอีกมากมายที่ไม่มีโอกาสได้เกิด สาเหตุจากทำแท้งจากการตัง้ครรภ์ไม่พึงประสงค์ นั่นก้อคือการทำแท้งนั่นเอง อืมมมม ในญี่ปุ่นมีความเชื่ออยู่ว่า เด็กที่ตายตั้งแต่ไม่ลืมตาดูโลก หรือตอนที่แบเบาะ ดวงวิญญานจะล่องลอยไปยัง ไซ โนะ กาวาร่า (ปลายลำธารแห่งวิญญาณ) ณ ที่แห่งนั้น เด็กจะถูกลงโทษโดย ยักษ์โอนิ เนื่องจากยังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณแม่ที่อุ้มท้องมา


วิญญาณเด็กจะนำหินสามก้อนมาเรียงกัน หมายถึง พ่อ แม่ พี่น้อง เป็นเหมือนเสาส่งสัญญานขอความช่วยเหลือ ผีเด็กจะสวดอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจาก จิโซ โบซัสสึ(พระโพธิสัตว์จิโซ) พระโพธิสัตว์จิโซจะปกป้องเด็กๆโดยการให้เด็กซ่อนตัวภายใต้จีวรแล้วนำดวงวิญญานไปส่งยังภพภูมิอื่นตามสมควร พิธีศพเด็กญี่ปุ่นจะมีการอุทิศส่วนกุศลโดยการวางก้อนหินซ้อนกันไว้หน้าไอด้อลจิโซ แล้วเอาผ้าพันแทนจีวร จริงๆมันเป็นเหมือนสัญลักษณ์แสดงถึงความรักของแม่ที่มีต่อลูกอ่ะน่ะ

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552

สรรพสิ่งย่อมก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลง

เคยได้ยินจากที่ไหนมาก็จำไม่ได้แล้ว มาลองนึกดูก็จริงนะ ไม่ว่าอะไร ก็ต้องผ่านความเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น ทั้งตัวเรา คนอื่น สิ่งของ โลก หรือ จักรวาล โดยมีเวลา เป็นกลไกสำคัญความเปลี่ยนแปลงอย่างเชื่องช้า คงไม่ทำให้เรารู้สึกรู้สมกับมันสักเท่าไหร่ แต่ถ้าหากเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน ฉับพลันแบบที่ไม่ได้ตั้งตัว ถ้าเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี อย่างได้เลื่อนตำแหน่ง ได้รางวัลสำคัญสักอย่าง เราก็คงพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ แต่ถ้ามันเป็นความเปลี่ยนแปลงชนิดที่เร่รู้สึกเหมือนโดนตบหน้า หรือว่าโดนจับโยนจากที่สูง เพราะมันเป็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่สู้ดี จะขอเวลาไปตั้งตัวก็คงไม่ได้แล้ว เพราะมันมาถึงแล้วเนี่ยซิ จะทำยังไงดีการเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงลองนึกเล่นๆ ดูไหม ว่าถ้าหากจู่ๆ วันนึงเมื่อตื่นขึ้น คุณก็พบว่าตัวเองไม่เหลือใครเลย ไม่เหลืออะไรเลย มีตัวคนเดียวโด่ๆ จะทำยังไง มันเป็นความเปลี่ยนแปลงแบบกระทันหัน เหมือนโดนฟ้าผ่าลงกลางแสกหน้าเลยใช่ไหม แล้วชีวิตเรา จะเอายังไงกะมันดีหล่ะจะตีโพยตีพาย ร้องแล่แห่กระเชอ ก็คงจะเหนื่อยเปล่า เพราะว่าสังคมตอนนี้ ลำพังตัวเองก็ยังจะเอาตัวไม่รอดเลย ใช่ไหม จะดากหน้าไปหาเพื่อน หรือ ญาติ เค้าจะช่วยเรารึเปล่าหล่ะ ช่วยเหลือตัวเองก่อน ก่อนที่จะร้องให้คนอื่นช่วย จะดีกว่าไหมเล่าจริงๆ ก็ไม่ได้มีคำตอบตายตัวหรอกนะ สำหรับการตั้งรับความเปลี่ยนแปลง เพราะแต่ละคนก็มีวิธีแก้ปัญหาของตัวเองไม่เหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ ที่ต้องพกติดตัวไปตลอดเลย ก็คือ สติและปัญญาคุณสติ กับ คุณปัญญา เค้าเป็นฝาแฝดตัวติดกันเหมือนอิน กับ จัน นะ ไปไหนต้องไปด้วยกัน ขาดคุณสติ คุณปัญญาก็จะไม่มาด้วย เพราะคุณปัญญาจะตามคุณสติมาติดๆ เลย เพราะอะไรเพราะว่าถ้ามีแค่สติ เราจะแก้ปัญหาอะไร จะแก้ได้หรือ จริงไหม เพราะคุณสติ เป็นความระลึกรู้ถึงความเป็นตัวตนเท่านั้น แล้วถ้ามีแต่ปัญญา แต่ขาดสติ แล้วมันจะเอาปัญญาที่ไหนมาคิด ถ้าสติยังแตกกระเจิงอย่างนั้น เพราะฉะนั้น คุณสติและคุณปัญญาต้องมาพร้อมๆกัน หรือเกือบๆ พร้อมกันถึงจะดี ถึงจะรอดปัญญานั้น ไม่ได้จำเป็นหรอกว่าจะต้องเป็นคนเก่งระดับ ด๊อกเตอร์ ถึงจะมีกันได้ พนักงานกวาดถนน หรือเก็บขยะ บางทีอาจจะมีปัญญาสูงกว่าคนระดับด๊อกเตอร์ก็มี เพราะงั้นระดับของปัญญา อย่าได้เอาการศึกษามาวัดกันเลยเมื่อความเปลี่ยนแปลงมาถึง ขออย่าได้พึงนึกเสียว่าเป็นเรื่องเลวร้ายหรือดีมากเสมอไป ขอให้มองว่ามันเป็นเรื่องหนึ่งที่มาแล้ว และผ่านไป ตามเงื่อนไขของเวลา เมื่อมันแวะมาเคาะประตูบ้าน จงเปิดรับด้วยความยินดี เพราะว่าทุกความเปลี่ยนแปลง ย่อมนำมาซึ่งบททดสอบเพื่อการเจริญเติบโตของมนุษย์เสมอ เพราะงั้น ถ้ามันเป็นเพียงบททดสอบสักบท ทำไมเราจะไม่ค่อยๆ แก้มันไป ตรึกตรองมันไปอย่างคนที่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงเล่า

ว่าด้วยเรื่องของ แดด... ปู ...และ ไอติม

รถไอติม เริ่มมีให้เห็นทั่วทุกมุมเมืองแล้ว ซัมเมอร์ใกล้เข้ามาทุกที แดดอ่อนๆยามบ่ายชักชวนให้ออกไปเอนกายใจสูดลมร้อนกันให้เต็มปอด‘’ Hey look I got a big one!’’ คุณลุงแก่ๆ วิ่งหันหลังมาบอกคุณป้าแก่ๆ ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของสะพาน‘’Can u pls stay still? , I’m trying to draw you just now!’’ คุณป้าทำหน้าหงุดหงิด พร้อมยกโชว์กระดาษ scketch ให้คุณลุงดู‘’ But...wait, how about my fish?’’ คุณลุงทำท่าอึกอักอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะหันหลังกลับไป ...ยืนนิ่งๆ และปล่อยให้คันเบ็ดกระตุกอยู่เช่นนั้นชั้นว่าอากาศอุ่นๆนี่มันก้อทำให้คนอารมณ์ดีและยอมกันสะง่ายๆดีแหะสะพานยาว ทอดยื่นสู่ทะเล ที่ได้ชื่อว่ามีระดับน้ำสูงเป็นอันดับสองในโลก ...การเดินข้ามสะพานด้วยส้นสูงนี่มันทำให้เหนื่อยจริงๆนะ เพราะต้องพยายามเดินให้อยู่บนแผ่นไม้ ไม่อย่างนั้นส้นสูงมันจะตกไปอยู่ในร่องไม้เอาสะดื้อๆ เดินกันเหนื่อยแล้วก็ได้เวลาพักดื่ม cream tea อันลือชื่อ....อืมมม...ชาอุ่นๆ ท่ามกลางลมทะเลเย็นๆ นี่มัน...นะ! ‘’Damn , I drop my pound coin!, where is it’’ เสียงชายโต๊ะข้างๆบ่น พร้อม ง่วนหาเหรียญที่หล่นอยู่พักใหญ่การหาเหรียญขณะดื่มชา มันไม่ง่ายอย่างที่คิดนะ นอกจากจะต้องก้มหาแล้วเนี่ย ยังจะต้องฝ่าด่านรองเท้าอีกหลายคู่ที่อยู่ใต้โต๊ะอีกด้วย‘’Daddy ! I got a pound!..yeah’’ เสียงใสๆของเด็กน้อยที่พึ่งเดินเข้ามาวิ่งเล่นในห้องดื่มชา ร้องตะโกนด้วยความดีใจ แล้วนำเหรียญที่เจอไปซื้อเค้ก ด้วยรอยยิ้มที่เบิกบาน ชายคนที่หาเหรียญ เมื่อได้ยินเสียงใสๆตะโกนขึ้น ก็หันไปยิ้มกะเพื่อนสาวที่มาด้วยกัน ‘’ At least we know who got it right!’’ ทั้งคู่อมยิ้ม จิบชาต่อ โดยไม่สนใจกับการหาเหรียญอีกต่อไปฟ้าเริ่มมืด...ลมเริ่มแรง....ได้เวลากลับบ้านแล้ว....น่าอิจฉาปูทะเล ถูกพัดไปเที่ยว หาด...โน้น...นี้ ตามแต่ที่กระแสน้ำจะพามันไปยังไงสะ การไปเที่ยวในที่ที่ไม่เคยไปปีละครั้ง ถือว่าเป็นกำไรของชีวิต เหมือนที่ดาไลลามะได้กล่าวไว้แต่...ชั้นว่าการได้ไปเที่ยวในที่ที่ไม่เคยไปปีละมากกว่าหนึ่งครั้ง มันดีเสียยิ่งกว่าเป็นไหนๆ ขอบคุณ ....แสงแดด... ปู.... และ ไอติม....

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

อัตลักษณ์แห่งกามา


คิดว่าจะทำยังไงให้ผู้คนมันรู้จักสนใจเรื่องของวิชาการ ให้ได้มากกว่าเรื่องเพศ เพราะคนที่เข้ามาที่นี่ก้อล้วนแล้วแต่ด้วยแรงขับดันทางด้านเพศกันทั้งนั้น ถามว่าการที่คนบางกลุ่มอย่างเช่น พระในสายมิกเคียว ที่เคร่งครัดชนิดต้องไม่นั่งสมาธิใต้น้ำตก เปรียบเทียบกับสายตันตระ ที่ยกเอาเรื่องเพศมาใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาทางหลุดพ้น การที่เราไม่พูดถึงเรื่องเพศ มันไม่ได้หมายความว่าเราไม่เงี่ยน และนั่นถือว่าเป็นการเก็บกดใช่หรือไม่


ยกตัวอย่างเคนอิจิโร่ บางที่เรียกว่าโคจิโร่ ใช้ตัวโค ที่แปลว่าโชคดี นี่เป้นตัวละครจากนวนิยายเรื่องยาว ของ เอจิ โยชิคาว่า เคนอิจิโร่ จัดว่าเป้นคล้ายๆนักบวชสายตันตระที่ลุ่มหลงกับเรื่องเพศ เพื่อที่จะเข้าใจจนสามารถก้าวข้ามพ้นมันไปได้ เคนอิจิโร่ จึงจัดเป็นหยินหยางของมุซาชิ อ่ะน่ะ
แค่จะบอกว่า การจะเข้าใจอะไรก้อต้องศึกษาในสิ่งนั้นจนรู้ซึ้ง น่าแปลกใจที่ซามูไรก้อต้องศึกษาคัมภีร์ทางศาสนาควบคู่กันไปด้วย แนะนำให้หาอ่านหนังสือเรื่องโกรินโนโช(ห้าธาตุสัมพันธ์) มันเป็นอะไรที่น่าสนใจพอๆกับศิลปะสงคราม ของซุนหวู่ เลยง่ะ

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ระบบการศึกษาเฮงซวย



จากหลายกรณีที่นักวิชาการที่ชอบมั่วนิ่มเข้าข้างฝ่ายผู้มีอำนาจ เข้าข้างผู้ก่อการร้าย สงสัยว่าทำไมกระบวนการคิดของคนพวกนี้น่าจะมีเหตุมีผล รู้จักแยกแยะถูกผิด กลับกลายนักวิชาเกินประสาทแดพวกนี้แม่งมันไม่ได้รู้เรื่องห่าอะไรเลย ความคิดมันก้อมีพอๆกับเหี้ยที่วันๆเฝ้าจอคอมพ์แล้วอ้างว่ารู้เห็นไปหมดทุกเรื่อง มีเหี้ยตัวนึงที่ทำงานเฝ้าร้านเน้ต ใฝ่ฝันอยากจะเรียนวิศวะ แต่สติปัญญามันไปไม่รอด ก้อแม่งวันๆเล่นแต่เกมส์ แล้วก้อมัวแต่บ้าลอกข่าวจากผู้จัดการมาลงบล้อกห่วยแตกแล้วแอบอ้างว่าตัวเองนั้นแสนรู้สัดๆ ทั้งที่เนื้อหาที่เอามาลงนั้นล้วนแล้วแต่ลอกเขามาทั้งนั้น บางทีนักวิชาการกับเหี้ยเฝ้าร้านเน้ตมันก้อแทบจะหาความแตกต่างที่ระดับนัยยะไม่สำคัญไม่ได้อ่ะน่ะ คนพวกนี้มันก้อขยะสังคมพอๆกันเลยง่ะ


จะมีเหี้ยบางจำพวกที่แสนรู้ไปโม้ด เฝ้าจอคอมพ์แม่งอยู่นั่นแหล่ะ พวกแม่งอ้างอยู่นั่นแหล่ะ ยังไงก้อไม่มีคนตาย ราวกับว่าพวกแม่งเสียสละเวลาในการชักว่าวใส่กางเกงในแม่มันแล้วออกไปสำรวจมาทั้งวันทั่วกรุงเทพเรียบร้อยแล้วว่าไม่มีห่าตัวไหนโดนกระสุนเจาะกบาล กูไม่รู้หรอกแม่งว่าคลิปเสียงหมาเห่านั่นมันจริงหรือเปล่า แต่จะให้บอกกี่ครั้งกูก้อต้องบอกว่ามีคนตาย แม่งมีการมาถามหาคลิปหารูปหาศพ จะรีบเอาไปทำไมล่ะพ่อคู้น สัตว์นรกอย่างพวกมึงต่อให้เห็นคนตายต่อหน้าต่อตามึงก้อยังจะหน้าด้านบอกว่า สงบ สันติ ส้นตีนเหอะ แล้วทีนี้มึงเอาแต่เฝ้าจอคอมพ์ ขนาดแม่มึงไปเย่อกับรปภ.สนามบินมึงยังไม่รู้เลย เพราะมัวแต่เฝ้าเว้บผู้จัดการ


แม่งใครจะบ้าเชื่อไอ้พวกเวรพวกนี้ก้อเชื่อไป แต่สันดานโจรมันย่อมหักหลังพวกเดียวกันเป็นนิจ มันจะต่างอะไรกับพวกหาเงินออนไลน์บ้าๆบอๆ หลอกกันไปมา หาเหยื่อกันเข้าไป แต่ทีนี้พวกที่โดนต้มจนสุกก้อพากันเงียบเป็นเป่าหีกันหมด เหยื่อย่อมมีลักษณะของเหยื่อคือไม่มีปากมีเสียง ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง คิดเองก้อไม่เป้น เขียนเองก้อไม่เป็น เจอเงินล่อเข้าหน่อยก้ออ่อนเป็นมะเขือเผาถ้าหัดรู้จักการตั้งสมมุติฐานแล้วพิสูจน์เพื่อหาคำตอบ แค่นั้นก้อจะเข้าใจว่าอะไรเป้นอะไร แต่ไม่ล่ะ เหี้ยพวกนี้แม่งเชื่อได้ทุกอย่างนั่นแหล่ะ เหมือนเศษขยะที่เอาไปรีไซเคิลยังไงไม่ได้เลย


จะเชื่อยังไงก้อเชื่อไปแต่ต้องหัดสร้างความรู้ในแบบของตนเองขึ้นมาบ้าง จินตนาการ การสร้างสรรค์มันหายไปไหนหมดแล้วก้อไม่รู้ ทำไมต้องลอก การเขียนเองมันเป็นอะไรเลวร้ายมากจนโคตรพ่อโคตรแม่มันต้องตายหรือยังไง ทำไมคนมัวแต่เล่นมาเฟียวอร์ แล้วก้อเล่นแค่ควิซปํญญาอ่อน การแสดงความเห้นทางการเมืองก้อทำได้ในแบบตื้นเขินเต็มที คนโง่งี่เง่าแม่งเต็มไปหมด นี่หรือระบบการศึกษาที่ทำคนให้เป็นควาย

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2552

DPJ มหาประชานิยม


นโยบายแจกแหลกของพรรคสังคมประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น ก้อคือ การปกครองในแบบสังคมนิยม ประชาชนรอรับการช่วยเหลือจากรัฐบาลได้เลย ยกตัวอย่าง เช่น ทางด่วนฟรี เรียนไฮสคูลฟรี ฝึกงานให้คนว่างงาน เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ อุดหนุนเกษตรกร ลดภาษี และอื่นๆอีกมากมาย

นโยบายที่ว่าใครก้อว่าดี แอลดีพีก้อว่าดี แต่จะหาเงินจากไหนมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือยดังกล่าว ที่กล่าวมามีการประมาณว่าถ้าจะทำได้จริงรัฐต้องหางบประมาณมาใช้ในหมวดรายจ่ายสังคมสงเคราะห์มากถึง หนึ่งล้านเจ็ดแสนล้านเยน ในระยะเวลาสี่ปี ทุกวันนี้ก้อเก็บภาษีได้น้อยอยู่แล้ว จะหาเงินจากไหนมาทำได้ง่ะ

แต่โดยส่วนตัวกูชอบอาโสะ มากกว่า ฮาโตยาม่า อย่างน้อยอาโสะ ก้อยังมีชีวิตอยู่กับความจริงมากกว่าความเพ้อฝัน อย่างเช่น อาโสะเคยบอกว่า คนจนอย่าแต่งงานกันเลย เพราะจะมีปัญหามากตอนมีลูก คือนี่ก้อคือหลักเศรษฐกิจพอเพียงอีกแบบหนึ่ง พอเพียงมันต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน เช่นลดภาระจากการเลี้ยงลูก แต่ไม่มีใครกล้าพูดก้อเท่านั้น เพราะทุกคนก้อล้วนแล้วแต่สร้างเด็กขึ้นมาแล้วพากันทิ้งๆขว้างๆ ให้มันโตขึ้นมาเพื่อให้เป็นปัญหาของสังคมต่อไป

การปรับโครงสร้างของสังคมให้มีเด็กน้อยลง ผู้สูงอายุมากขึ้น แบบนี้มันไม่ใช่ว่าผู้ใหญ่จะเป็นห่วงอะไรว่าเด็กจะเกิดมาไม่มีคุณภาพอะไรหรอกน่ะ เพียงแต่สังคมแห่งนี้น่ะมันเกลียดเด็กต่างหาก เด็กเป็นเหมือนภาระไม่ให้ผู้หญิงมีโอกาสทำงานนอกบ้าน ต้องพึ่งผัวแล้วรอให้แม่ผัวมาโขกสับ นิยายน้ำเน่าที่แท้มันก้อมาจากเรื่องจริง
P.S. หลังเลือกตั้งครั้งนี้กูจะต้องไปเริ่มทำงานแบบจริงๆจังๆสักทีอ่ะน่ะ อืมมม อยากจะเข้าใจการเมืองก้อต้องโดดลงมาคลุกเอง วันๆเอาแต่วิจารณ์ผ่านจอคอมพ์มันจะไปรู้ความจริงได้งัย อยากบอกทุกคนว่า ออกไปดูโลกภายนอกแล้วค้นหาความจริง หาตัวเอง ค้นพบแนวทางแล้วเดินไปล่ะกัน อาริงาโตะ กมบังวะ

กฎหมายหมิ่นประมาท

การใช้กฎหมายหมิ่นประมาท จริงๆเริ่มมีมาเพื่อใช้บัคับหนังสือพิมพ์ไม่ให้เขียนอะไรที่มันทำร้ายจิตใจผู้มีอำนาจ เวลาจะพาดพิงอะไรถึงใครมันไม่ผิดหรอกน่ะ แต่ถ้าเกิดว่ามีคนเอาไปขยายความล่ะก้อ มันจะยุ่งยากมากขึ้น การหมิ่นประมาทมันก้อเหมือนการใส่ร้ายป้ายสีอะไรต่างๆนานา มันเป็นเรื่องปกติของสังคมมนุษย์ มนุษย์ที่ถนัดกับการเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น กูเองก้อเป็นประเภทปากหมาพูดไม่เข้าหูคนเหมือนกัน เป็นคนประเภทปากหมาแต่ใจสัตว์อ่ะน่ะ


แต่จะบอกว่าในสังคมอินเตอร์เน้ต พฤติกรรมการนินทากลับมีมิติที่แตกต่างกันออกไปจากโลกจริง ในโลกจริงการนินทามักจะสร้างความเสียหายให้มาก แต่ในอินเตอร์เน้ต การนินทาจะมีประโยชน์ เป็นเทคนิคการโปรโมตเว้บอีกแบบหนึ่งโดยที่ไม่ต้องเสียเงิน ไม่ต้องสร้างขยะ อืมมม ในอินเตอร์เน้ตการนินทายิ่งมีมากและขยายวงกว้างเท่าไหร่ยิ่งเป็นเรื่องดีอ่ะน่ะ แต่ก้อหาได้ไม่มากนัก นอกจากเรื่องการเมืองแล้ว ถ้าเป็นกรณีอื่นจะเกิดขึ้นแป๊บๆ เกิดดับเร็ว จนไม่น่าสนใจ


ดังนั้นใครจะวิจารณ์อะไรกู กูไม่ค่อยจะได้สนใจอะไรแล้ว เพราะผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงไอ้คนนินทามันก้อลืมแล้ว และมันก้อไม่ได้ทำให้วิถีชีวิตกูเปลี่ยนไปแต่อย่างใด ในโลกของความจริง การนินทามักจะเกิดขึนกับกรณีที่มีเรื่องเงินๆทองๆเข้ามามีเอี่ยวด้วย ถ้าทำงานโดยไม่มีเงินก้อแล้วไป ไม่มีใครสนใจ แต่ถ้ามีเงินมาสักล้านเยน หล่นลงมาจากฟ้า ทีนี้ผู้คนจะเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันแล้วว่าควรจะทำยังไงกับเงินนี้ดี การโจมตีสาดโคลนเพื่อเงิน ไม่ว่าที่ไหนมันก้อมีกันทั้งนั้น ที่ไหนมีเงินที่นั่นมีการร้องเรียน การทำงานโครงการอะไรก้อแล้วแต่ ถ้าเลี่ยงได้ก้ออย่าใช้เงินเลยที่สุด ถ้าอยากให้คนทำงานเกิดความสามัคคีและยั่งยืน มันอาจจะฟังแปลกๆ ไม่มีเงินแล้วเราจะเอาอะไรทำงาน ถ้าไม่สามารถดัดแปลงทุนจากชุมชนมาใช้ได้ ก้ออย่าทำอะไรเลยดีที่สุด เพราะต่อให้เงินมีมากเท่าไหร่ แต่ผู้คนทะเลาะเบาะแว้ง กัดแข้งกัดขา แทงกันข้างหลัง มีเงินก้อเหมือนมีอสรพิษ พวกมึงอ่ะจะไปหาคนที่ทำงานเสียสละเพื่อชาติโดยไม่ได้อะไรตอบแทนเลยอ่ะ มึงจะไปหาจากไหนว่ะ ขนาดพระหัวโล้นห่มกรัก อ้างตัวว่าถูกต้องโคตรๆ ดีฝ่ายเดียว สมถะสุดๆ ยังเสนอหน้าไป
ยึดสนามบินเฉยเลย นี่หรือคือกิจของสมณะ หรือเป็นความวิปริตของผู้ก่อการดีหัวโล้น เห็นแล้วอยากจะเอาส้นตีนยัดปากพวกแม่งง่ะ


ในแวดวงการเมือง การเลี่ยงที่จะไม่ให้ตัวเองตกหลุมพราง นักการเมืองจะมีไม้ตายที่เรียกว่า พูดให้ชัดเจนแต่อย่าให้ความหมายชัดเจน การพูดแบบกำกวมตีความได้หลายแบบก้อเพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเอาคำพูดไปใช้โจมตี นั่นก้อคืออย่าเปิดช่องโหว่ให้กับศัตรู เหมือนกับบล้อกของกูเนี่ย คนเกลียดกูเยอะแต่พวกมันจะทำอะไรกูได้ กูไม่มีอะไรให้พวกมันเอาไปแกล้งสักกะหน่อย แค่นี้พวกแม่งก้อไปหาแกล้งคนอื่นแทนแล้ว เห็นคนที่วิจารณ์การเมืองมีมากมาย แต่คนที่จะเข้าใจการเมืองนั้นมีไม่มาก สังเกตุจากภาษาที่ใช้ก้อได้ง่ะ พวกงั่งสถุลเว้บที่แต่เห่าแล้วก้อลอก ทำแบบนั้นไม่มีใครได้ยินหรอกโว้ย ความแตกต่างระหว่างข่าวออริจินัลกับข่าวก๊อปปี้ก้อคือ ไม่มีใครจดจำแหล่งข่าวก๊อปปี้หรอกน่ะ


กฏหมายหมิ่นประมาทในไทยมีบทลงโทษที่รุนแรงกว่าคดีฆ่าข่มขืนเสียอีก ยังมีคนชั่วอีกเยอะแยะที่รอดเงื้อมมือกฏหมาย การที่คนผิดรอดตัว คนไม่ผิดต้องเข้าคุก เขาเรียกกฏหมายแบบนี้ว่า ซารุ(ตระแกรง) คือกฏหมายมันรั่วง่ะ ออกแนวปัญญาอ่อน คนผิดถูกปล่อย คน
ไม่ผิดถูกจับ เจริญเจงๆ

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Myspace Video

Alpha Metallic Sling Bikini - Shooting (HD)

ยาแก้ปวดจากธรรมชาติ


การแพร่ระบาดของโรคในแต่ละครั้ง มีปัจจัยส่งเสริมหลายอย่างโดยเฉพาะวิถีชีวิตที่อ่อนแอ ไม่ว่าจะเป็น อากาศเสียตามท้องถนน อากาศที่ผ่านกระบวนการแช่แข็ง แปรรูป สภาพการเป็นโดมฝุ่นของเมือง การทำงานที่วันๆเอาแต่นั่ง ส่งผลให้ความเครียดทำร้ายร่างกายจนอ่อนแอ


จริงๆแล้วมีหลายโรคเลยทีเดียวที่ระบาดในตอนนี้ เช่น โรคหลอดลมอักเสบ หอบหืด ปวดหลัง โรคประสาท โรคกระเพาะ โรคอ้วน อหิวาต์ วัณโรค เพื่อที่จะยังยั้งโรคเหล่านี้จะต้องใช้ยาปีละมากๆ


โรคทางจิตวิญญาน ผู้คนตามเมืองใหญ่ๆมักจะพึ่งพิงแอสไพริน เรียกว่ากินยาแอสไพรินเพื่อช่วยในการระงับปวดหัวกันเยอะมาก กินมากจนพบว่าคนไข้เลิกปวดหัวไปเลย แต่จะมีอาการตับแข็ง ไตวาย ตามมาแทน


การรักษาบางทีมันง่ายกว่าที่คิดเพียงเราปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น ให้ชีวิตมีเวลาว่างเพื่อชมธรรมชาติ ชมนก ชมไม้ ชี้นกแล้วบอกว่าไม้ โธ่ไอ้ควายเห็นไม้เป็นนก พักกันบ้างอ่ะน่ะ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไม่มีใครสนใจหรอกน่ะ แต่ถ้าเอาเวลาในการทำงาน เวลาในการชอปปิ้ง เวลาในการเที่ยวกลางคืน เพื่อมาพักผ่อนสมองแทน แบบนี้คนจะสนใจมากกว่า


การพักสมองด้วยการลดการเที่ยวเตร่ อยู่เฉยๆเสียบ้าง มันจะเหมือนทำให้ร่างกายได้รับยาแก้ปวดจากธรรมชาติอ่ะน่ะ

hardcore














Notorious Twitt


ถามว่ากูรู้สึกยังไงกับ Twitter มันก้อเหมือนเว้บหรือบล้อกทั่วไปที่เต็มไปด้วยปริมาณ แต่ไร้ซึ่งคุณภาพ ชาติชั่วสิ้นดี เวลากูจะอ่านอะไรถ้ามันไม่มีค่าพอที่จะอ่านกูก้อจะไม่อ่าน หลายคนพยายามยัดเนื้อหาลอกๆมั่วๆแล้วก้อคิดว่าคนจะชอบ อืมมม ถ้าว่างนักก้อเชิญทำไปเถอะน่ะ

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552

creative commons sense

คำว่า creative commons sense ไม่ได้หมายถึงการป้องกันการป้องกันละเมิดลิขสิทธิ์เพียงเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการคิดอย่างสร้างสรรค์ ปัญหามันจะเกิดขึ้นเมื่อผู้คนมีความรู้แต่ดันไม่มีความคิด ความรู้ที่มากเกินไป ซับซ้อน ขัดแย้ง แต่คนไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่ง่ายมากที่จะหลอกล่อคนโดยอ้างว่าความรู้คือความจริง การแอบอ้างหลายอย่างสร้างความเสียหายมากมาย เช่น การรวยออนไลน์ด้วย Adsense หรือการต้มกันหน้าด้านๆด้วยโลโก้ Adword Qualified

หลายต่อหลายเรื่อง ถ้าเราขาดความคิดสร้างสรรค์ มีแต่ข้อมูลเชิงปริมาณแต่ขาดคุณภาพ ไม่ยอมรับรู้ในเรื่องราวของ อารมณ์ ความรู้สึก ความคาดหวัง ความมุ่งมั่น จิตวิญญาน ถ้าตัดสินสิ่งที่เห็นตามที่เราเห็น เฮ้ ดูนั่นสิ ไอ้เหี้ยนั่นรวยออนไลน์โคตรๆ หรือไม่มีศพ=ไม่มีคนตาย ใครที่คิดเอาง่ายๆแบบนี้มนุษย์จะต่างอะไรเดรัจฉาน

ความที่ว่ามันคิดกันไม่เป็นนี่เอง เราเลยเจอแต่บล้อกที่วันๆเอาแต่ลอกเนื้อหา หรือไม่ก้อบ่นบ้าทำนองว่า วันนี้ไม่รู้จะทำอะไรดี ขี้เกียจเรียนจัง เขาจะรักเราไหม ชอบควยดงบัง คือว่าถ้าจะเขียนบล้อกแล้วทำได้แค่นี้เอาเวลาไปชักควย บี้เม็ดแตดจะดีกว่าน่ะไอ้พวกเศษขยะ ทวิตตเตอร์เลยเป็นที่รวมของพวกเศษขยะ เฟซบุ้คก้อเป็นที่รวมของเหี้ยที่ตั้งหน้าตั้งทำแบบทดสอบไปหาโคตรหาเชื้อพระวงศ์มันงัยล่ะ

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

คนไม่มีพิษมีภัย

สามก๊กผาแดง มีตัวละครอยู่ตัวหนึ่งนามว่า โลซก เป็นที่ปรึกษาของซุนกวนและจิวยี่แห่งแคว้นหวู่ โลกซกมีส่วนสำคัญในการช่วยเล่าปี่จากทัพของโจโฉ โดยการสนับสนุนให้ซุนกวนและเล่าปี่ร่วมมือกันสู้กับโจโฉ และประนีประนอมไม่ให้ขงเบ้งและจิวยี่ห้ำหั่นกันเอง

กล่าวถึงโลซกแล้ว จัดว่าเป็นคนที่ซื่อจนออกจะเซ่อ แต่ก้อมีคุณธรรมและมักจะเห็นใจคนที่ตกทุกข์ได้ยาก ด้วยเหตุนี้โลซกเลยถูกขงเบ้งหลอกใช้ครั้งแล้วครั้งเล่า โลซกจึงต่างจากแม่ทัพทั่วไปในสามก๊กที่ต้องมีเล่ห์เหลี่ยมเพทุบาย ใช้กลโกงทุกรูปแบบเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ นักการเมืองแบบโลซกจึงหาได้ยาก แต่นักการเมืองทั่วไปถ้าเอาหูออกจะกลายเป็นปลาไหลไปเลย

จิวยี่เจ้านายของโลซกจึงมักจะดุด่าในความโง่ของโลกซกเป็นประจำ แต่ก่อนตายจิวยี่กลับขอร้องให้ซุนกวนแต่งตั้งโลซกเป็นแม่ทัพใหญ่ ทั้งที่โลกซกทำเรื่องผิดพลาดมาเกือบจะตลอด เนื่องจากว่าโลซกเป็นคนซื่อที่ไม่ห่วง ประโยชน์ของตนเอง โลซกเป็นคนเดียวที่คัดค้านให้ซุนกวนร่วมมือกับเล่าปี่ต้านทัพโจโฉ ทั้งที่ขุนนางคนอื่นในแคว้นหวู่เห็นว่าควรอ่อนน้อมต่อโจโฉเพราะรักตัวกลัวตายมากกว่าห่วงเจ้านายการที่ราชวงศ์ซุนจะปลอดภัยจากโจโฉก้อคือต้องร่วมมือกับก๊กของเล่าปี่ โลซกเป็นบุคคลเดียวที่จะประสานงานกับขงเบ้งได้ดีที่สุด เพราะขงเบ้งรู้ดีว่าคนซื่ออย่างโลซกจะไม่คิดร้ายต่อขงเบ้งหรือเล่าปี่

กลับมาในยุคนี้จะเห็นคนมากมายที่เจ้าเล่ห์ลิ้นสองแฉกแต่งเรื่องใส่ร้ายคนอื่น เห้นได้ทั่วไปตามหน้าหนังสือพิมพ์ คนใจคดก้อจะคัดลอกข่าวลวงเหล่านั้นมาลงเป็นหนังสือเล็กๆไม่ปรากฏสถานที่พิมพ์หรือไม่ก้อลอกมาลงบล้อกแล้วอวดอ้างว่าตนเองนั้นรู้ดีไปหมดว่าใครโกงไม่โกง อืมมมมม กับคนที่ดื้นด้านสอนไม่ได้แบบนี้ต้องฆ่าทิ้ง การฆ่าในที่นี้หมายถึงการไม่แนะนำสั่งสอน ไม่บอกกล่าว ไม่ยุ่งเกี่ยว จะพูดจะทำอะไรก้อทำไป ไม่ต้องสนใจ หนังสือพิมพ์อะไรที่วันๆเอาแต่ใส่ร้ายคนอื่น ในข้อหาเดิมๆไม่เคยเปลี่ยนเนื้อหาสักที การใส่ความยัดข้อหาในการเมืองท้องถิ่นนั้นมันง่ายนิดเดียวอ่ะน่ะ คนส่วนมากเป็นบ้ากับจอคอมพ์สะเออะรู้เรื่องการเมืองระดับประเทศแสนรู้สัดๆ แต่การเมืองในหมู่บ้านของตนเองนั้นกลับไม่รู้เรื่องเลย

อันที่จริงแม้แต่ตัวกูเองก้อถูกใส่ร้ายป้ายสีลงเว้บบอร์ดมาหลายครั้ง และพวกคนใจสัตว์เหล่านั้นพอมันใส่ร้ายยำใหญ่เสร็จพวกมันก้อจะหนีหายไปไหนก้อไม่รู้ ทำท่าราวกับว่าการที่พวกมันใส่ร้ายคนอื่นเป็นเรื่องธรรมดามากไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น ถึงขั้นนี้เราก้อต้องรู้จักให้อภัย ให้อภัยให้กับทุกคนแม้แต่กับคนที่ต่ำช้าและดำมืดที่สุด

ชีวิตนี้กูเคยแค้นมากที่สุดเมื่อตอนที่คนใจบาปมาขโมยลูกหมาที่กูทำคลอดมากับมือไปสองตัว มันเอาลูกหมาไปทรมานอดข้าวอดน้ำจนตาย กว่าจะไปช่วยออกมาได้ลูกหมาสองตัวนั้นก้ออยู่มาได้อีกไม่กี่วัน แม้แต่หมอเทวดาก้อช่วยไม่ได้ ถ้าเราไม่ให้อภัยการจองเวรเรื่องร้ายๆทั้งหลายทั้งมวลมันจะย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีกไม่มีวันจบสิ้น อโหสิ สาธุ สาธุฯ

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552